12 มกราคม 2555

สถานการณ์เด็กไทยปี 2555 : เด็กข้างถนน คนที่ถูกละเลย


รอยยิ้มที่ดูสดใสของเด็กน้อยใต้สะพานปิ่นเกล้า มีให้ทุกครั้งที่คนทำงานลงไปเยี่ยมเยียน คุณภาพชีวิตจริง ๆ ของคนไม่ควรอยู่ข้างถนน แต่เมื่อยังไม่พร้อมก็ดูแลเขาให้ดีก่อนจะนำเขาไปสู่ที่อยู่ที่ดีกว่า ..สนับสนุนการทำงานของอิสรชนได้ที่ ธ.กรุงไทย สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า 031-0-03432-9 สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน
วันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคมทุกปี เป็นวันเด็กของประเทศไทย จะเป็นวันที่หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคธุรกิจออกมาตบเท้าจัดกิจกรรมสำหรับเด็กกันอย่างทั่วหน้า ดูภายนอกก็น่าจะอมยิ้มได้เล็ก ๆ ที่สังคมไทยยังไม่ลืมเด็ก แต่ในขณะที่เด็กหลายคนมีโอกาสสนุกสนานไปกับแผนการตลาดของภาคธุรกิจและภาคราชการที่จัดกิจกรรมวันเด็ก ก็จะเห็นว่าไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น ยังมีเด็กอีกจำนวนหนึ่งไม่มีโอกาสแม้จะย่างกรายเข้าไปในพื้นที่การจัดกิจกรรมวันเด็กในหลาย ๆ ที่ ยังมีการแสดงอาการรังเกียจเด็กที่แต่งตัวมอมแมมที่เข้ามาร่วมกิจกรรมกับลูกหลานของตัวเอง ?
เด็กเร่ร่อน เด็กไร้บ้าน เด็กข้างถนน หรือแม้แต่เด็กที่อยู่อาศัยในชุมนแออัดในเขตเมืองใหญ่ ๆ เมื่อเขาไปร่วมกิจกรรมวันเด็กที่ผู้ใหญ่ใจดี(เขาอ้างตัวเช่นนั้น)จัดให้ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในห้างสรรพสินค้า หรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ จะได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เสมอภาค ยังมีการเลือกปฏิบัติกับเด็กกลุ่มนี้อยู่ ยังไม่รวมพ่อแม่ผู้ปกครองที่พาลูกหลานของตนเองเข้าไปร่วมกิจกรรม จะแสดงอาการรังเกียจและกีดกันและสอนสั่งไม่ให้ลูกหลานของตนเองเล่นคลุกคลีกับเด็กกลุ่มดังกล่าว ซึ่งนั่นคือการปลูกฝังการแบ่งชนชั้นในสังคมเชิงประจักษ์ให้กับตัวเด็กอย่างชัดเจน
จากประสบการณ์การทำงานกับเด็กกลุ่มดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าในกลุ่มเด็กกันเองเขาไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจกันเองเด็กสามารถเล่นกับเด็กเองได้อย่างสนุกสนานไร้กรอบไร้พรมแดนทางฐานะและกายภาพ จะมีก็แต่พ่อแม่ผู้ปกครองเองนี่ละที่จะแสดงอาการรังเกียจเด็กที่เนื้อตัวไม่ค่อยสะอาดแต่งตัวมอมแมมกว่าลูกหลานของตัวเอง ?
ในความเป็นจริงเด็กก็คือเด็กรอยยิ้มที่สดใสไร้เดียงสา ไม่ได้มีความคิดเรื่องชนชั้นฐานะร่ำรวยหรือยากจน เขาสามารถร่วมสนุกกันได้อย่างกลมกลืนและดูเป็นกันเอง สามารถสร้างรอยยิ้มและสามารถดึงภาพในอดีตของผู้ใหญ่หลาย ๆ คนกลับมาได้อย่างน่าประหลาด
สังคมไทยไม่ควรจะใส่เด็กเฉพาะสัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคมเท่านั้น แต่ควรทำให้ทุกวันเป็นวันเด็ก ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งบูรณาการเพื่อเด็กสร้างการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่เด็กมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างแท้จริง สังคมไทยต้องไม่มอมเมาเด็กด้วยรายการที่อ้างอิงเรื่องเหลือเชื่อเน้นไสยศาสตร์มากกว่าพุทธศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญสังคมต้องมองเห็นเด็กทุกคน ทุกกลุ่มในสังคมอย่างเสมอภาคและเท่ากัน
หนึ่งรอยยิ้มที่ยังรอการแบ่งปันจากคุณ เราเชื่อว่าการแบ่งปันของคุณไม่มีวันสิ้นสุด ร่วมแบ่งปันการทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะได้ที่ 031-0-03432-9 ธ.กรุงไทย สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชื่อสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน

10 มกราคม 2555

การทำงานในพื้นที่

คุณคิดว่าเขารักอิสระ หรือเป็นเพียงคำที่คุณนิยามให้เขา ทั้งที่ไม่รู้ว่าปมชีวิตทำไม???? เขาต้องออกมาอยู่นอกบ้าน คำถามที่ยังรอคำตอบ หนึ่งรอยยิ้มที่ยังรอการแบ่งปันจากคุณ เราเชื่อว่าการแบ่งปันของคุณไม่มีวันสิ้นสุด


ร่วมแบ่งปันการทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะได้ที่ 031-0-03432-9 ธ.กรุงไทย สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชื่อสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน

2 มกราคม 2555

จากเหนือสุดสู่ใต้สุดแดนสยาม กลับมองข้ามผ่านคนยากใกล้ตัว


มองภาพข่าวการที่อาสาสมัครคนกรุงหลายคนหลายองค์กรออกเดินทางไปเป็นอาสาสมัครในถิ่นที่เรียกว่า ทุรกันดาร ไปทั้งเมืองเหนือสูงสุดปลายดอย บุกเข้าไปในป่า ลอยทะเลไปกลางเกาะ เพื่อไปทำงานที่เขาเชื่อและเรียกมันว่า อาสาสมัคร ?? โดยที่ในอีกมุมหนึ่งคนกรุงเหล่านี้ กลับมองข้ามผ่านบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ใกล้ ๆ กับถิ่นที่เขาอยู่กันเอง ?? กรุงเทพมหานคร 

กรุงเทพมหานคร มหานครที่มีเชื่อเสียงระดับโลก ที่เป็นศูนย์รวม ศูนย์กลางของการบริหารหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มีสถานที่สำคัญของสามสถาบันชาติตั้งอยู่ มีพระบรมมหาราชวัง มีรัฐสภา มีศาลฏีกาสูงสุด มีกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ รวมกันอยู่ที่นี่ และในขณะเดียวกันกับที่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ กรุงเทพมหานคร ก็มีคนรากหญ้ารากฝอย อยู่ในที่แห่งเดียวกันนี้ด้วย ??
ก่อนฝนตกไม่นน หลังจากนี้ ต้องเร่งหาที่หลบฝนกันวุ่นวาย
แทบทุกพื้นที่ของที่สาธารณะในเขตเมืองหลวงแห่งนี้จะคราคร่ำไปด้วยผู้คน ที่ได้รับการขนานนามจากนักวิชาการ จากภาคราการ จากสื่อมวลชน จากคนทั่วไป ไปต่าง ๆ นานา คนเร่ร่อนบ้าง คนไร้บ้านบ้าง คนเร่ร่อนไร้บ้าน ไปจนถึงบางคนเรียกว่าคนจรจัด ?? เราเองก็ใช่ย่อยพยายามสร้างวาทกรรมใหม่ที่เวลาแปลออกมาเป็นภาษาอังกษดันไปถูกตาต้องใจเข้าว่า ผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ...
ไม่ว่าจะเรียกขานเขาอย่างไรก็ตาม เชื่อหรือไม่ว่า คนกลุ่มนี้ ไม่เคยได้รับการเหลียวแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง หรือ ปฏิบัติกับเขาเหมือนคน ๆ หนึ่งที่มีสิทธิ์มีเสียงเท่ากับคนอื่น ๆ แต่กลับได้รับการยัดเยียดความช่วยเหลือผ่านมาตรการที่รัฐเป็นคนคิดค้นการให้ความช่วยเหลือขึ้นมาเอง ไล่ตั้งแต่ การไล่กวด กาวดจับ ไล่ต้อนมาลงทะเบียน จับขึ้นรถ พาไปอยู่ที่ ๆ เรียกกันว่า สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึงบ้าง บ้านกึ่งวิถีบ้าง และที่สำคัญที่กล่าวถึงเรื่องนี้ทีไรอดที่จะกล่าวถึงไม่ได้ คือการจับแยกคน แยกครอบครัวออกจากกัน พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกไปทาง อ้างว่าเพื่อง่ายต่อการดูแล แต่ ไม่นึกถึงความเป็นครอบครัว

บางครั้งก็น้อยใจแทนเขาเหมือนกันเมื่อดูภาพข่าว คนในสังคมทุกระดับ ทุกชนชั้น ไปช่วยเหลือคนไทยในที่อื่น ๆ แต่กลับลืมคนที่อยู่แค่ปลายจมูก คนที่ เวลามีขบวนเสด็จขับผ่าน สนามหลวงหรือคลองหลอด จะชะเง้อมองพนมมืออย่างเคารพบูชาสุดเศียรสุดเกล้า หรือขบวนบุคคลสำคัญในรัฐบาลคนอื่น ๆ ผ่าน ก็จะ ยืนตัวตรงแสดงความเคารพ โดยที่ ไม่เคยมีใครรับรู้หรือเหลียวมองคนกลุ่มนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน หากมีงานอะไรสำคัญ ๆ ที่ต้องใช้พื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร คนกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่จะต้องมีการจัดการให้ ออกไปจากพื้นที่ที่เขากินอยู่หลับนอนเติบโตที่นี่ ?? เพียงเพื่อจัดฉากต้อนรับแขก ?? หรือ เมื่อใดพ่อเมืองกรุงเทพมหานคร อยากจะแสดงผลงาน แสดงพละกำลังแสดงอำนาจ การประกาศจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะดูจะเป็นสีสันแรก ๆ ที่ พ่อเมืองแต่ละคน จะลงมือทำอย่างไม่ค่อยจะรีรออะไร ??
และเมื่อย้อนกลับมาพูดถึงงานอาสาสมัครที่จะหาคนลงมาทำงานแบบจริงจังไม่ฉาบฉวย ยิ่งหายากกันเข้าไปใหญ่ เพราะ เมืองหลวงแห่งนี้ ไม่มีภูเขาสูง ๆ ให้นั่งถ่ายรูปมาอวดเพื่อน ไม่มีอากาศดีดี ไม่มีเสียน้ำตก ไม่มีป่าไม้ ที่จะมีแรงดึงดุดพอจะให้คนที่อ้างจิตอาสามาทำงานกับพวกเขา มีเพียง ซากอารยะธรรมที่ ความเจริญกระแทกจิตวิญญาณของคน ๆ หนึ่งที่หอบหิ้วความหวังมาจากแดที่ห่างไกลออกไป มาพบความพ่ายแพ้ที่นี่ หรือบางคนก็ หนีความซ้ำซากจำเจจากความเจริญทางวัตถุที่บ้านที่จากมา มาหาความจริงใจ รอยยิ้มจากเพื่อนพ้องที่กินและนอนด้วยกันที่ข้างถนน มีแต่กลิ่นขี้กลิ่นเยี่ยวตลบอบอวลไปทั่ว แต่ที่มีอย่างหนึ่งที่ คนในเมืองที่ไม่เคยมาที่สนามหลวงจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส คือ ความเงียบสงบ ลมเย็น ๆ เมื่อนั่งกลางสนามหลวง ใครจะเชื่อว่า เมื่ออยู่กลางสนามหลวง
บรรดาเสียงรถยนต์ ที่วิ่งกันขวักไขว่ จะมีเพียงเสียงแว่ว ๆ แถมยังมีลมเย็น ๆ ที่พัดมาเป็นระยะ ๆ ให้ได้หลับได้นอนอย่างมีความสุข ???
จะมีซักกี่คน ที่ใช้เส้นทางผ่านสนามหลวงคลองหลอดบ่อย ๆ จะหยุดรถ แล้วลงเดินมาทักทาย พลเมืองไทย ประชาชนอีกกลุ่มที่ อยู่ในประเทศเดียวกันกับเรา เพื่อให้ได้รับรู้กันและกันว่า ต่างฝ่ายต่างยังมองเห็นกัน ไม่ได้ลืมเลือนกันไป ???
ใครที่พอมีเวลา หนึ่ง หรือสองวัน ในแต่ละสัปดาห์ โดยเฉพาะวันอังคารและวันศุกร์ เวลาตั้งแต่ 13:00 น. เป็นต้นไปจนห้าโมงเย็นอาจจะแวะมาที่คลองหลอด มาพบกับอาสาสมัครกลุ่มเล็ก ๆ ที่ยังลงมาเรียนรู้ด้วยความสุขและสนุกในสิ่งที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี แล้วคุณเองอาจจะค้นพบความหมายอะไรบางอย่างของเมือง ของประเทศนี้ ที่คุณเคยเชื่อว่า คนด้อยโอกาสจะอยู่ในที่ ที่ห่างไกลความเจริญอย่างเมืองหลวงแห่งนี้เพียงเท่านั้น
ชีวิตที่ เหลื่อมล้ำ มีจริงในสังคมไทย อยู่ที่ว่าเราจะกล้ายอมรับมันหรือเปล่า แล้วค่อย ๆ จูงมือกันเดินก้าวไป เพื่อความเท่ากันอย่างจริงใจ

สนใจร่วมสมัครเป็นสมาชิก
สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน(องค์กร สาธารณประโยชน์) ยินดีรับสมัครสมาชิก หรือ อาสาสมัคร เพื่อร่วมกิจกรรมและแนว คิด รวมถึงการทำงานเพื่อสังคม
ใครสนใจสมัคร ยินดีนะครับ เราแบ่ง ประเภทของการสมัครไว้ ดังนี้ ครับ
1. สนับสนุรายเดือน ๆ ละ 100 บาท
2. สนับสนุนรายปี ๆ ละ 1,200 บาท ต่อการช่วยเหลือ 1 คน
3. สนับสนุนบริจาคข้าวของต่าง ๆ



โดย สนใจร่วมสร้างสิ่งดีดีเพื่อสังคมอุดมความดี และความพอ เพียง ติดต่อมา ที่ ....
สำนักเลขาธิการ สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน(องค์กร สาธารณ ประโยชน์)

19(17/58) ซอยกาญจนาภิเษก 10
แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร 10230
โทรศัพท์/โทรสาร 0 2943 0690
www.issarachon.com
สามารถโอน เงินสดเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาปิ่น เกล้า
ชื่อบัญชี สมาคมสร้างสรรค์ กิจกรรมอิสรชน
เลขที่บัญชี 031 – 0 – 03432 – 9
และแฟ๊กซ์ใบโอนเงินมาที่ สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน
   

1 มกราคม 2555

“ท้องสนามหลวง” บ้านของคนชนบทในเมืองกรุง

วันหยุดยาวติดต่อกันเมื่อไร คนกรุงทั้งแท้และไม่แท้ล้วนขวนขวายเดินทางออกต่างจังหวัด บ้างไปเที่ยวพักผ่อน หลายคนกลับภูมิลำเนา ทว่ายังมีคนอีกกลุ่มที่ไม่ได้ไปไหน พวกเขาคือผลพวงการพัฒนาประเทศที่ทำให้ผู้คนในชนบทอ่อนแอ จากชาวบ้านบ่ายหน้าเสี่ยงโชคชะตากลายเป็น “คนไร้บ้าน” ในเมืองกรุง การประกาศปรับภูมิทัศน์ท้องสนามหลวงมีผลต่อพวกเขาที่อาศัยสถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนบ้านใหม่อย่างไร สงกรานต์และวันหยุดยาว พวกเขาได้กลับบ้านกันบ้างไหม
นที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน ซึ่งเป็นองค์กรอาสาสมัครช่วยเหลือคนด้อยโอกาสและผู้ยากไร้ มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กเร่ร่อน เด็กด้อยโอกาสที่อยู่ในภาวะวิกฤติ โดยมุ่งให้ความรู้เรื่องทักษะชีวิต ยาเสพติด เอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นทีเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้องค์กรลงมาทำงานกับคนไร้บ้านสนามหลวงว่า…
“มีวันหนึ่งทำงานมาเหนื่อยมาก มาถึงสนามหลวงก็หลับไป ของมีค่าทุกชิ้นเอาขึ้นมาวางที่หน้าอกแล้วเอามือปิดไว้ พอเช้าพบว่ามีคนมานั่งเฝ้าของและก็เอาพัดมาพัดให้ เลยเกิดคำถามกับตัวเองว่า เขาเหล่านี้เป็นคนไม่ดีจริงเหรอ จากนั้นก็เริ่มลงมาพูดคุยให้ความรู้ อาศัยความเป็นเพื่อนทำให้เขากล้าเปิดใจ”
ส่วนอัจรา อุดมศิลป์ หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมเยาวชนสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน กล่าวถึงคำนิยามของคนเร่ร่อนที่ลงตัวที่สุดคือ “คนที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ” เพราะครอบคลุมทั้งหญิงขายบริการ คนไร้บ้าน เด็กเร่ร่อน ตลอดจนคนที่มีความพิการทางสมอง เธอเล่าประสบการณ์ว่าช่วงแรกที่ลงมาทำงานในพื้นที่สนามหลวงเคยโดนทำร้ายจากกลุ่มคนเร่ร่อนเพราะความไม่เข้าใจ
“เข้าไปทีแรกเค้าเอาขวดเอาหินปาใส่เรา ตอนนั้นกลัว แต่ก็พยายามค่อยๆ เข้าไป ไปทุกวัน จนเค้าเริ่มชิน ตอนหลังถึงรู้ว่าที่เรากลัวเค้าเพราะเค้ากลัวเราเหมือนกัน เลยต้องหาทางป้องกันตัวเอง ทุกวันนี้คนในสนามหลวงก็เป็นเหมือนเพื่อนกันไปหมดแล้ว”
อัจราบอกว่า การแก้ปัญหาของ กทม. ด้วยการสร้างบ้านให้กลุ่มคนเร่ร่อนนั้น ไม่ใช่ทางออกที่ถูกจุด เพราะหลายคนมีบ้านแต่ยังไม่อยากกลับเพราะต้องการหาเงินก่อน เพราะตอนออกจากชนบทเข้ามาเมืองหลวง คนที่บ้านฝากความหวังไว้ แต่บางคนถูกโกงจากนายจ้าง ถูกบริษัทเลิกจ้าง สุดท้ายเลยมาใช้ชีวิตที่นี่
ขณะที่วิจิตรา พันธ์แสง หัวหน้าโครงการศึกษาปัญหาโรคสมองเสื่อมในประเทศไทย มูลนิธิกระจกเงา ที่เพิ่งลงพื้นที่ทำงานกับกลุ่มคนที่ท้องสนามหลวงได้เพียง 3 เดือน บอกว่าคนเร่ร่อนกว่าร้อยละ 30 ป่วยเป็นโรคดังกล่าว ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือทำให้กลายเป็นบุคคลไร้ญาติในที่สุด
“มีคนป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์เยอะมาก บางคนเริ่มมีอาการ คือจะจำได้เป็นบางช่วงเท่านั้น ซึ่งเวลาเราไปพูดคุย ต้องจำเรื่องที่เค้าเล่า ว่าเค้าจำอะไรได้บ้าง ล่าสุดเพิ่งไปดูกิจกรรมของโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อจะนำมาใช้กับพวกเขา คิดว่าแค่กินยาอย่างเดียวไม่พอ ยาแทบไม่ได้ช่วยอะไร”
{mosimage}           ป้าชนา ไปล่ชู มีสนามหลวงเป็นเสมือนบ้าน เพราะใช้ชีวิตที่นี่ตั้งแต่วัยสาว 25 จนกระทั่งอายุ 80 ทุกวันนี้ แกเล่าว่าบ้านเกิดอยู่ที่ จ.กำแพงเพชร มีพี่ชาย 1 คน น้องชาย อีก 2 คน ป้าเข้าเมืองหลวงกับญาติตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยลงเรือเมล์จากกำแพงเพชรมาที่ปากน้ำโพนครสวรรค์ แล้วขึ้นรถไฟเข้ากรุงเทพฯ พออายุได้ 25 ปี จึงตัดสินใจออกจากบ้านญาติมาพึ่งพิงตนเองโดยเก็บขวดขายและอาศัยท้องสนามหลวงเป็นแหล่งพักพิงเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน รายได้ไม่แน่นอน เพราะสายตาเริ่มฝ้าฟาง แต่ยังโชคดีที่มีข้าราชการบริเวณนั้นหยิบยื่นข้าวและเงินเล็กๆน้อยๆให้
เมื่อถามว่าสงกรานต์ปีนี้จะกลับต่างจังหวัดไหม ป้าชนาย้อนความทรงจำว่าสงกรานต์ที่บ้านเกิดนั้นสนุกสนาน มีรำวงร้องเพลง ไม่เหมือนในกรุงเทพฯที่วัยรุ่นเอาแต่สาดน้ำ บางครั้งรุนแรงถึงขั้นมีเรื่อง ไม่เห็นสนุกตรงไหน แต่แกบอกว่าปีนี้ก็คงไม่ได้กลับบ้านเหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา
“ความจริงอยากกลับบ้านแต่พี่ชายเคยพูดว่า ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องกลับมา สงกรานต์ปีนี้ก็คงไม่ได้กลับ เพราะยังเก็บเงินได้ไม่เยอะ คิดว่าถ้ามีเงินถึง 3,000 บาท จะกลับเอาไปให้คนที่บ้านคนละ 50 บาท 100 บาทก็ยังดี ที่อยากกลับบ้านเพราะอยากไปเยี่ยมแม่ ไม่รู้ป่านนี้แม่ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า”

ชัยวุฒิ แสงส่ง อายุ 38 ปี บ้านเกิดอยู่ที่นครศรีธรรมราช เขาบอกว่าตัวเองมีความผูกพันธ์กับท้องสนามหลวงมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะสมัยอยู่ ป.5-6 เคยมาแสดงอับดุลช่วงปิดเทอม เมื่อย้ายตลาดนัดบริเวณสนามหลวงไปที่จตุจักจึงเลิกแสดง และมีโอกาสเข้า กทม.อีกครั้งตอนเรียน ปวช.ที่เทคโนโลยีสยาม เรียนจบกลับไปช่วยแม่ขายก๋วยเตี๋ยว และเหตุการณ์ที่ทำให้เขาผันตัวเองเข้าสู่การเป็นคน “ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ” ก็คือทะเลาะกับพ่อ จึงออกจากบ้านมาหางาน รับจ้างทั่วไป แต่โชคไม่ดีประสบอุบัติเหตุตอนรับจ้างต่อสายโทรศัทพทำให้ตาข้างซ้ายบอด จึงออกตระเวนหางานไปตามจังหวัดต่างๆเกือบทั่วประเทศ
ชัยวุฒิต่างจากคนที่ท้องสนามหลวงทั่วไปตรงที่ยังคงไปกลับบ้านต่างจังหวัดเป็นประจำ เขาเล่าว่าจากสนามหลวงเดินไปนั่งเรือที่ท่าวังหลัง(ศิริราช)ข้ามฟากไปสถานีรถไฟบางกอกน้อย จากนั้นนั่งรถไฟฟรีไปจนถึงนครศรีธรรมราช แล้วต่อรถโดยสารเข้าบ้าน รวมค่าเดินทางทั้งหมด 47 บาท
ชัยวุฒิ บอกว่า สงกรานต์นี้ไม่กลับบ้าน เพราะเป็นช่วงทำรายได้จากการเก็บขวดขาย แต่เขาก็บอกว่าสงกรานต์กรุงเทพฯ ไม่สนุกเหมือนต่างจังหวัด 
“จากที่เคยตระเวนไปทั่วประเทศ ชอบสงกรานต์กาญจนบุรี เค้ามีประเพณีสาดน้ำขึ้นบก คือคนในแพก็จะสาดน้ำขึ้นมาหาคนบนฝั่ง และคนบนฝั่งก็จะสาดน้ำลงไป เมื่อเล่นน้ำจนเย็นแล้ว ก็จะล่องแพต่อ แพเทคที่เปิดเพลงเต้นกันสนุกสนาน ความมันแบบนี้หาที่อื่นไม่ได้จริงๆ”

{mosimage}          จอน สมใจเรา บ้านเกิดอยู่ที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ถ่ายทอดประสบการณ์ก่อนมาอาศัยสนามหลวงเป็นแหล่งพักกายให้ฟังว่า ตอน ม. 1 หนีครูเข้ากรุงเทพฯ ไปสมัครงานที่เยาวราช จากนั้นย้ายไปทำงานแถวลาดพร้าว แต่นายจ้างจ่ายเงินไม่ครบเลยออกมาตั้งหลักที่สนามหลวง ปัจจุบันมีอาชีพขายของเก่ากับสามี และลูก 2 คนรายได้ ต่อวัน เฉลี่ย 2-3 พันบาท สงกรานต์ปีนี้เลือกที่จะไม่กลับบ้าน เพราะของเยอะ ต้องอยู่เฝ้าและขายให้ของน้อยกว่านี้ก่อน ซึ่งคาดว่าหลังสงกรานต์จะกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อและแม่
“เล่นสงกรานต์ที่สนามหลวงนี่ละ ที่กิน นอน ขายของ ที่เดียวกัน ความจริงชอบสงกรานต์ที่บ้านนะเพราะเจอญาติพี่น้องสนุกกว่า แต่มันเลือกไม่ได้ ต้องเอาเงินไว้ก่อน อยู่นี่อย่างน้อยๆ ก็ยังได้วันละ 2-3 พัน ขายของเก่าที่เค้าเก็บมาจากขยะบ้าง 20-30 แต่บางอย่างเราก็ไปซื้อที่คลองถมมาขายได้กำไรพอสมควร”

นายป้อม(นามสมมุติ) อายุ 36 ปี บ้านเกิดที่โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร มีลูกสาว 1 คน เล่าว่า เมื่อก่อนแม่ไม่ให้มา ตัวเองไม่มีเงิน ตัดสินใจเดินจากพิจิตรถึงนครสวรรค์ ใช้เวลาวันครึ่ง ระหว่างทางกินน้ำรอยตีควายและมะม่วงริมทาง พอถึงนครสวรรค์เก็บขวดขายได้เงิน 20 บาท เลยซื้อตั๋วรถไฟมาลงดอนเมือง พอถีงดอนเมืองก็แกล้งหลับจนถึงหัวลำโพงและเดินเท้าต่อจนถึงสนามหลวง โดยยึดอาชีพเก็บขวดพลาสติกขายมากว่า 10 ปี ด้วยคติที่ว่า “เก็บขวดขายดีกว่า ขอเงินเค้ากิน เพราะมันมีศักดิ์ศรีมากกว่า” แต่ถึงแม้จะมีรายได้ แต่ป้อมก็ไม่มีเงินเก็บ สาเหตุมาจากสุรา
“วันนึงมีรายได้เฉลี่ย 3-4 ร้อยบาทนะ แต่ต้องซื้อเบียร์ช้างกินอย่างน้อยวันละ 2 ขวด ทุกวันนี้ก็คิดถึงลูกสาวที่ไม่ได้เจอหน้ากันนานหลายปี ตั้งใจว่าหลังจากสงกรานต์นี้จะกลับบ้าน ไปหาลูกเพราะคิดถึงลูก”

เอ (นามสมมติ) อายุ 48 ปี บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัด สุรินทร์ ปัจจุบันมีอาชีพขายบริการ เธอเล่าที่มาว่าตอนเข้ามากรุงเทพใหม่ๆ มีผู้ชายชวนไปกินข้าวและถามว่าอยากได้เงินมั๊ย จะให้ 3,000 แต่ต้องไปต่อกับเค้า เธอยอมรับว่าตอนนั้นอยากได้เงินเลยตามไป สุดท้ายก็เข้ามาทำอาชีพนี้ด้วยความจำใจ เนื่องจากต้องการให้ลูกเรียนจนจบปริญญาตรี จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนตนเอง
ทำงานแบบนี้บางทีเจอผู้ชายโรคจิต บางครั้งตบตีเรา ก็ต้องสู้หาทางหนีออกมา ต้องทน อยากให้ลูกเรียนสูงๆจะได้ไม่ลำบาก ที่ทำอยู่ได้เงินเดือนนึงเฉลี่ย 12,000 บาท เช่าบ้าน 1,500 บาท ค่ารถเมล์อีกเล็กน้อย ที่เหลือส่งกลับบ้านให้ลูกหมด แต่ที่มาทำนี่ไม่ให้เค้ารู้นะ พอลูกเรียนจบก็จะเลิกและกลับไปอยู่บ้านแล้ว”
เอบอกสนามหลวงเป็นที่ทำงานของพวกเธอ ถ้าปรับปรุงภูมิทัศน์แล้ว อยากให้คนที่อยู่ช่วยกันดูแลรักษาความสะอาด จะได้น่าอยู่ต่อไป ซึ่งสงกรานต์ปีนี้เธอยังคงมุ่งมั่นกับอาชีพที่ทำอยู่ เพื่อมีเงินส่งลูกเรียน

ประสบการณ์ “คนที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ” ที่ท้องสนามหลวง มีที่มาแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนในชนบทที่เข้ามาแสวงโชคในเมืองหลวงด้วยเหตุผลต่างๆกันไป หลายคนไม่ได้กลับบ้านเกิดมานานจนกลายเป็นภาพความทรงจำ รวมทั้งสงกรานต์ปีนี้ที่พวกเขาส่วนใหญ่ยังคงมีสนามหลวงเป็นทั้งบ้านและที่ทำมาหากิน.

28 ธันวาคม 2554

รายงานสรุปรายรับรายจ่ายของอิสรชนประจำปี 2554

ในปี 2554 ที่ผ่านมา มียอดบริจาคจำนวนทั้งสิ้น 451,687.50 บาท โดยที่สมาคมฯได้รับเงินสนับสนุนโครงการ และเงินบริจาค จากบุคคลทั่วไป การตั้งกล่องรับบริจาค เพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ของสมาคมมีรายรับเป็นเงินบริจาคดังกล่าว 451,687.50 บาท จึงทำให้สมาคมฯมีงบประมาณทั้งสิ้น 451,687.50 บาท ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2554 แต่สมาคมฯมีค่าใช้จ่ายในโครงการและส่วนงานต่าง ๆ เป็นจำนวนเงิน 494,075.18 บาท โดยมียอดเงินคงติดลบสุทธิ 42,075.18 บาท ยอดเงินดังกล่าวเป็นค่าความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมใน ปี 2554 ซึ่งสมาคมฯจำเป็นต้องย้ายสำนักงานจากที่เดิม จังหวัดนนทบุรี มาอยู่ที่เขตคันนายาว ทำให้เสียค่าปรับกรณีอยู่ไม่ครบตามสัญญา 16,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการขนย้ายอุปกรณ์รวมถึงการซื้ออุปกรณ์เพื่อทดแทนอุปกรณ์สำนักงานเดิมที่เสียหายจากน้ำท่วมและการขนย้ายจำนวน 26,387.68 บาท โดยเป็นเงินสำรองยืมจากเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ และในปี 2555 สมาคมฯ ประมาณการค่าใช้จ่ายไว้ที่ขั้นต่ำเดือนละ 25,000 - 35,000 บาท เพื่อดำเนินงานให้ครบถ้วน ภายใต้ "มูลนิธิอิสรชน"


การดำเนินงานก็ยังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง ท่านใดจะร่วมสนุบสนุนการทำงานของอิสรชน ยังสามารถทำได้โดยการโอนเงินผ่านบัญชีของ สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน ธนาคารกรุงไทย สาขา ปิ่นเกล้า เลขที่ 031-0-03432-9 สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณอัจฉรา 086 687 0902


เดี๋ยวมือ เดี๋ยวเท้า

15 ธันวาคม 2554

ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ : วิกฤติปัญหาของชาต

หลังเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ(???) และภายใต้ความผันผวนท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ประเทศไทยเองก็หลีกเลี่ยงที่จะโดนวิกฤตินี้ไม่ได้เช่นกัน โรงงานและสถานประกอบการหลายแห่งมีทีท่าว่าจะต้องปิดตัวลง ทำให้มีแนวโน้มว่าจะมีคนว่างงานภายในปีนี้อีกหลายแสนคน ยังไม่รวมที่ปัจจุบันเป็นผู้ว่างงานอยู่ก่อนแล้ว

หลายคนอาจะมองไม่เห็นหรือคาดไม่ถึงว่าคนว่างงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างนั้น ส่วนมากเขาไปไหน เดินทางกลับภูมิลำเนา หางานใหม่ หรือไปไหน?? ล่าสุดจากการเข้าทำงานในพื้นที่สนามหลวงและคลองหลอดอย่างต่อเนื่องของอิสรชน พบว่า แรงงานที่ว่างงานจำนวนหนึ่งทั้งชายและหญิง ทะลักเข้าสู่พื้นที่สนามหลวงและคลองหลอดจำนวนไม่น้อยกว่า 200 คน ส่วนใหญ่ที่สังเกตและได้รับฟังจากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่พบว่า จะเป็นแรงงานสตรีเสียเป็นส่วนใหญ่ ?? เกิดอะไรขึ้น ??

ปัญหาก็คือ หากแรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ก็จะสามารถขวนขวายและหางานที่เป็นงานจ้างรายวัน จำพวก กรรมการ แรงงานก่อสร้างได้โดยไม่ยากมากนัก แต่หากเป็นแรงานผู้หญิงที่น่าเป็นห่วงก็คือ หากปล่อยเนินนานไว้เกินกว่า 2 สัปดาห์ มีแนวโน้มว่า แรงงานหญิงเหล่านี้ จะเข้าสู่ธุรกิจการบริการทางเพศ สืบเนื่องมาจาก แรงงานกลุ่มนี้ มักจะมีอายุเกินกว่า 30 ปี ทำให้ โรงงานหรือ สถานประกอบการที่เปิดรับสมัครคนงานใหม่มักจะปฏิเสธแรงงานผู้หญิงที่มีอายุเกินกว่า 30 ปี โดยอ้างถึงสภาพการทำงานไม่เหมาะสม หรือเหตุผลอื่นๆ สุดแท้แต่จะหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้าง

ในส่วนของแรงงานชายเองก็ตาม การรับจ้างแรงงานรายวัน หรือแรงงานชั่วคราว ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการยังชีพของเขาเหล่านั้นได้อย่างครบถ้วยสมบูรณ์แบบ หนำซ้ำในบ้างครั้ง อาจจะเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมให้เขา อยู่ในวังวนของการเข้าสู่ชีวิต ฅนสนามหลวงได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น
ไปราชประสงค์ เจอคนสนามหลวงพอดี
หากภาครัฐยังมัวแต่แก้ไขปัญหาให้กับชนชั้นกลางที่มีกำลังพอที่จะดูแลตนเองและครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง โดยไม่เหลียวแลคนยากจน คนชั้นรากหญ้า ไม่นาน สนามหลวง และที่สาธารณะอื่น ๆก็จะอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะ ผู้คน จะทะลักกันออกมาจากบ้านเช่าที่เขาไม่สามารถหาเงินจ่ายค่าเช่าเดือนละ 1,000 -1,500 บาทได้ เพื่อมาอยู่ในที่สาธารณะ
รัฐในฐานะผู้รับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองทุกชนชั้น จำต้องมีมาตรการที่ถูกต้องชัดเจนและตรงกับสภาพชีวิตของคนที่อยู่ในกลุ่มรากหญ้าอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมาเดือนเศษ รัฐบาลนี้ ยังไม่มีแผน หรือมาตรการใดใดที่จะลงมาช่วยเหลือคนยากจน คนจนเมือง คนจนชนบทอย่างแท้จริงเลยแม้แต่เรื่องเดียว

สภาพการณ์ดังกล่าวจะยังไม่แสดงผลอย่างทันทีทันใดในขณะนี้ แต่จะเริ่มชัดเจนขึ้น ในช่วงหลังจากฤดูการทำนาเพาะปลูกสิ้นสุดลง และหลังจากที่นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ให้สัญญาว่าจะเปิดทำการตามปกติในราวเดือนกุมภาพันธ์ ตอนนั้นเองจะเห็นภาพสรุปถึงสถานการณ์ที่แท้จริงเด่นชัดมากยิ่งขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งอาจจะต้องปิดตัวลงเพราะไม่สามารถทนต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกูและประกอบกับต้นทุนการผลิตที่จมหายไปกับมหันตภัยน้ำที่เพิ่งผ่านพ้นไป 
การทำงานในพื้นที่ของอิสรชน ปีใหม่ที่จะถึงนี้ ผ่านปีกระต่าย ย่างเข้าสู่ปีมังกร ศิริมงคลแห่งชีวิตและประเทศ "หงส์เหนือมังกร" เชิญชวนคนใจดีมองเห็นคุณค่าของคนเท่ากัน ร่วมสนับสนุนการทำงานของ อิสรชน โดยบริจาคงบประมาณร่วมสนับสนุนการทำงานได้ที่ ธ.กรุงไทย สาขา ปิ่นเกล้า เลขที่ 031-0-03432-9 "สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน"
วิกฤติการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมาจึงไม่ได้เป็นเพียงการสูญเสียในทางใดทางหนึ่ง หากแต่เป็นการสูญเสียที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และถ้าหากการค้นหาความจริงพบว่าเป็นเตจำนงความต้องการของใครคนใดคนหนึ่ง ที่ต้องการให้เกิดหายนะครั้งนี้ ก็ยิ่งต้องเรียกร้องความรับผิดชอบโดยสมบูรณ์จากบุคคลคนนั้นอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะ ทำให้ผู้คนหลักล้านเดือดร้อนไปทั่ว ประชาชนพลเมืองเสียชีวิตและสูญหายกว่า 700 คน บาดเจ็บอีกนับพันคน ครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด ระบบสังคมโครงสร้างหลักโดนทำลายโดยสิ้นเชิง มีผู้คนต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนไร้บ้านมากกว่า 100 ครอบครัวเป็นอย่างน้อยจากการสำรวจในเบื้องต้น ื

ภารกิจการเยี่ยมยาฟื้นฟูในสภาพปกติอาจจะยังไม่เพียงพอ การทำงานในเชิงรุกและเตรียมความพร้อมให้หน่วยงานต่าง ๆ มีทักษะสำคัญในการทำงานกับผู้ที่เปลี่ยนสถานภาพจากคนปกติทั่วไปมาเป็น "ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ" จะมีความจำเป็นอย่างมาก สังคมต้องหันมาให้การสนับสนุนการทำงา่นกับคนกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องและช่วยกันพัฒนาชุดความรู้ต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ เขตการค้าเสรีเาเซี่ยน ในปี 2015 ที่ไทย จะต้องแบกรับภาระมากมายจากประเทศรอบข้างในเวลาอันใกล้ ถามว่าเราพร้อมแล้วหรือยัง ถ้ายังต้องเร่งรีบพัฒนาบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมเสียแต่วันนี้

เทศกาลแห่งความสุข ..กับชีวิตข้างถนนในที่สาธาณะ

เมื่อเทศกาลปีใหม่เข้าเยือนอีกครั้ง หลาย ๆ คนมองหาของขวัญที่จะมอบให้กัน ซื้อบางคนก็เลือกสรรค์ ซื้อของขวัญให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นช่วงของเทศกาลของขวัญจริง ๆ

            แต่เมื่อมองกลับมายังผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ที่นอนตามถนน ตามที่สาธารณะ เขาไม่ได้เคยได้รับของขวัญที่เขาอยากได้ หรือแม้แต่เขาพยายามเสาะหาของขวัญแต่สุดท้ายของขวัญนั้นก็ไม่ได้มีอยู่จริง
ที่ผู้เขียนกล่าวถึงของขวัญของคนที่ออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ อยากจะบอกว่าของขวัญที่เราอยากได้ สักวันเราต้องหามาได้ แต่คนที่ออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ สุดท้ายแล้วขอขวัญของเขามันไม่มีอยู่จริง
             หลายคนจะถามว่า ทำไม ทำไม คนถึงออกมาอยู่ที่ถนน ออกมาอยู่ในที่สาธารณะ แต่สังคมก็จะมองไปว่า เขาไม่มีบ้าน เขาไม่มีเงิน มองแค่ 2 ปัญหา ซึ่งมันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งและส่วนน้อย จากการทำงานกับคนสนามหลวงมากกว่า 10 ปี อิสรชน พบว่า คนที่ออกมาอยู่ที่ถนนสุดท้ายแล้วเขาไม่ใช่ปัญหา  แต่เขาเป็นปลายปัญหา และสิ่งที่นำพาเขามาข้างถนน ในที่สาธารณะ คือ การที่เขาไม่สามารถจัดการกับความเป็นปัจเจกของตนเองได้

            กล่าวคือ อย่างกรณีคนที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่อุดรธานี ก็ไม่ต่างจากที่กรุงเทพฯ ลุงคนหนึ่งที่อุดรธานี ณ วันนี้อาศัยรถสามล้อเก่า ๆ เป็นบ้านนอนอยู่ในวัดโพธิ์(ไม่แน่ใจชื่อวัดแต่จำได้คราว ๆ )ตัวเมืองอุดรธานี เขาไปพูดคุย กล่าวคือ คุณลุงเป็นคนโคราช เก็บเงินเพื่อจะมาสู่ขอ เดินจากโคราชมาอุดรธานี สุดท้ายไม่ได้แต่งานกับผู้หญิงที่ตนเองรัก เอาเงินที่จะมาสู่ขอใช้ชีวิตในอุดรธานี จนทุกวันนี้ แกเร่ร่อนมา 50 ปี
คนเร่ร่อนที่อุดรธานี เดินมาจากโคราชเมื่อ 50 ปีที่แล้ว วันนี้อายุ 85 ปี มาเพื่อขอสาวแต่งงาน แต่ไม่ได้แต่งาน ซื้อสามล้อไว้ทำงาน ปัจจุบันเริ่มป่วยทางสมองแล้ว อยู่ที่วัดโพธิ์ฯอุดรธานี
            ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่กรุงเทพฯ ก็เช่นกัน บางคนออกมาเพื่อตามหาบางอย่าง แต่เมื่อไม่พบ ไม่ได้ ก็ไม่กลับบ้าน เพราะจะรอจนกว่าจะได้สิ่งนั้น สาวโรงงานเป็นสาวสวยเมืองอุดรธานีเช่นกัน แต่อยู่ใน อ.เพ็ญ ดั้งด้นออกมาอยู่เมืองกรุง เพื่ออยากได้ อยากมี เหมือนคนที่เขาเข้ามาแสวงหาโชคในเมืองกรุงแล้วประสบความสำเร็จ มีเงิน มีทองกลับบ้าน สร้างบ้านได้ใหญ่โต แต่เมื่อ เขาเข้ามาค้นหาในเมืองแต่มันไม่ได้เป็นอย่างภาพที่เขาสร้างไว้ สุดท้ายพอตกงาน ไม่มีทางไปก็มาใช้ชีวิตอยู่ที่ข้างถนน หรือที่สวนสาธารณะ บางคนในกรณีนี้ถ้าไม่มีหนทางจริง ๆ ก็เข้าสู่เส้นทางของพนักงานขายบริการ ทำไมไม่กลับบ้านหลายคนถาม แต่ถ้ามองไปที่วัฒนธรรม หรือเรื่องของศักดิ์ศรี คนต่างจังหวัดส่วนมากคาดหวังกับคนที่มาแสวงหาโชคในเมืองกรุง โดยเฉพาะคนที่เป็นหญิง เห็นได้จากช่วงเทศกาลต้องมีของติดไม้ติดมือกลับบ้าน หรือแม้แต่ข้านิยมว่าลูกต้องเรียนหมอ เป็นข้าราชการ ซึ่งสังคมไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้คนออกมาอยู่ที่สาธารณะ เมื่อเขาไม่เป็นอย่างความตั้งใจ บางคนก็จมไม่ลง อย่างกรณีที่ตนเองเรียนมาสูง จบปริญญาตรี พอตกงาน ไม่มีที่ไป แต่พอให้ไปเป็นยามก็ทำไม่ได้ ในกรณีนี้บางคนก็มีก็เป็น
            ซึ่งสุดท้ายแล้วบางคนมองว่าเป็นปัญหาที่ถ้าเป็นเรา บางทีก็แก้ไขได้ ใช่ถ้าเอาเราวัด แต่ถ้าเรามองอย่างเป็นจุดศูนย์กลาง   สังคมถูกสอนมาเช่นไร การถูกปลูกฝัง ค่านิยม ความเชื่อ ล้วนกลายเป็นเครื่องกำหนดคนแทน  นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้คนออกมาอยู่ในที่สาธารณะ แต่เป็นส่วนใหญ่ อีกกรณีที่เราพบคือ กรณีผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตและทางสมองที่ไม่รู้ว่าตนเองป่วย หรือว่าป่วยมากแต่ไม่มีคนดูแล ก็ออกมาอยู่ที่สนามหลวง  บางคนก็ป่วยจนไม่รู้ว่าตนเองเป็นผู้ป่วยที่เราเดินอยู่ที่ตามท้องถนน หัวยุ่ง ๆ ใส่เสื้อขาด ๆ เดินไม่รับรู้โลกภายนอก บางคนญาติก็ตามหา บางคนญาติก็ไม่ตามหา
            อีกกรณีคือผู้ที่รักความเป็นอิสระ ความเป็นส่วนตัวสูง เมื่อเขาเสร็จภารกิจในครอบครัว หรือคนที่ดูแลไม่ต้องห่วงใยก็ออกมาเป็นคนในที่สาธารณะ  อย่างกรณีล่าสุดที่เพิ่งเสียชีวิต สร้างบ้านทรงไทยไว้ให้ลูกเมียอยู่ พี่น้องเป็นกำนัน เป็นผู้ใหญ่ นามสกุลศรียานนท์ ก็ออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ จนเสียชีวิตริมคลองหลอด ทางอิสรชนได้ไปร่วมงานศพที่ญาติเขาจัดให้เมื่อรู้ว่าตายอิสรชนติดต่อญาติและญาติก็จัดทำศพ คนมาร่วมงานกว่า 200 คน นี้ก็เป็นโชคดีของพี่เขา แต่บางกรณีที่มีคนสนามหลวงเสียชีวิตเฉลี่ยเดือนละหนึ่งราย บางคนตามญาติได้ก็ดี ถ้าญาติรับทำศพ แต่บางคนญาติไม่รับทำศพแต่ถามว่าคนนี้มีเงินเก็บที่ไหน อิสรชนจึงเป็นฝ่ายที่ทำศพให้แทน แต่บางศพที่ไม่มีญาติ ไม่สามารถตามญาติได้ ก็กลายเป็นศพไม่มีญาติ
s
            เรื่องราวที่ผู้เขียนเขียนมานี้ เป็นส่วนหนึ่งที่หลายคนถามว่าทำไมคนถึงมาอยู่ที่สาธารณะ ซึ่งในความเป็นจริง คนทุกคนมีบ้าน เกิดมามีครอบครัว ถึงแม้จะครอบครัวแท้ ๆ หรือครอบครัวอุปถัมภ์ก็ตาม แต่คุณไม่ได้โดดเดี่ยว แต่การที่ออกมาโดดเดี่ยว คือ การที่เขาไม่สามารถจัดการกับความเป็นปัจเจกของตนเองได้ บางปัญหาของเขาที่เรามองหรือได้รับฟังสังคมก็มองว่า ปัญหาแค่นี้ไม่สามารถจัดการได้ แต่ในความเป็นจริงคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน การจัดการปัญหาหรือหาทางแก้จึงไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคำพูดที่ว่า “การตัดสินใจคนจากภายนอก ไม่ได้”เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สุดท้ายคนที่เป็นผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะยังมีคงตามหาของขวัญของตนเองอยู่และบางคนก็ออกมาตามกาเรื่อย ๆ แต่บางคนที่หาเจอก็กลับคืนสู่ครอบครัว อิสรชนเราเป็นเพียง คนแนะนำของขวัญที่หลากหลายเพื่อให้เขาได้เลือกหาได้เร็วขึ้น แต่ไม่สามารถนำของขวัญไปให้เขาได้ สุดท้ายเขาต้องเลือกหาด้วยตัวเขาเอง

นั่นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปีแล้วปีเล่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ กลุ่มอิสรชน เป็นกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่เริ่มตัดสินใจเริ่มงานกับคนยากไืร้ในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เมื่อปี 2539 เรื่อยมาจนในปี 2548 ได้ก่อตั้งเป็น สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน ก็ยังทำงานอย่างต่อเนื่องโดยเน้นการทำงานมาที่กลุ่ม คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน (สรรพนามที่เรียกในขณะนั้น) และในปี 2553 เราได้ กำหนดสรรพนามเรียกกลุ่มพลเมืองที่เราทำงานด้วยว่า "ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ" และ เริ่มวางแผนการดำเนินงาน จดทะเบียนเป็น มูลนิธิ ภายใต้ชื่อ "มูลนิธิอิสรชน" จนแล้วเสร็จเมื่อ วันที่ 18 ตุลาคม 2554  ตามทะเบียนเลขที่ กท ๒๑๓๑ 

จากการทำงานที่เฝ้าติดตามพฤติกรรม วิถีชีวิต ของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน ครบ 10 ปี ของการดำเนินงานภายใต้ โครงการสนามหลวง ที่ใช้พื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เป็น "ห้องวิจัยทางสังคม" พบว่า ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะของประเทศไทยมีความเหมือนและความแตกต่างกับ คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ในประเทศต่าง ๆ ในหลากหลายแง่มุม แต่มีจุดร่วมที่เหมือนกันนั่นคือ ความปรารถนาที่จะให้สังคมยอมรับในตัวตนการมีอยู่ของพวกเขาในฐานะพลเมือง ที่ควรได้รับการยอมรับและมีสวัสดิการพื้นฐานจากรัฐเสมอภาคเท่ากับคนอื่น ๆ และนั่นคือภาระกิจที่หนัดหน่วงต่อเนื่องและยากลำบากภายใต้โครงสร้างของสังคมที่ไม่มีความเป็นธรรมอย่าประเทศไทย เพราะเพีนงเฉพาะ คนทั่วไปที่อยู่ในโครงสร้างสังคมปกติ ก็ยังไม่ได้รับสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาอย่างเสมอภาคและเท่ากัน สังคมไทยเป็นสังคมที่ยกย่องอำนาจ วาสนา บารมี ยศศักดิ์ และความร่ำรวย มากกว่าจะมองเห็นกันที่คุณค่าความเป็นคนหรือพลเมืองที่เท่ากัน
ในช่วงเทศกาลแห่งความสุขของประเทศในแต่ละเทศกาล จะพบว่ายังมีคนจำนวนมาก นอนหนาวเหน็บอยู่ข้างถนน บางช่วงบางปี มีคนเสียชีวิตบนเก้าอี้นั่งข้างถนนสายสำคัญของประเทศโดยที่ไม่มีใครรู้จนกระทั่งผ่านไป 1 หรือ 2 วัน ชีวิตข้างถนนในที่สาธารณะที่คนในสังคมตรีตรา ตราหน้าว่า พวกขี้เกียจ ขี้ยา ขี้เหล้า ขี้ขโมย โดยไม่ได้ศึกษาสาเหตุที่แท้จริงและร่วมกันหาทางแก้ไขเยียวยาและฟื้นฟู ภาระกิจเหล่านี้ ยังจะคงอยู่อน่างต่อเนื่องและอาจเพิ่มความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น หากเรายังไม่ตระหนักรู้และคืนความเสมอภาคให้แก่สังคม หากเรายังปล่อยให้ มีการยกย่องเชิดชูบูชากันแบบผิด ๆ อยู่อย่างนี้ วันหนึ่งคนที่ออกมาใช้ชีวิตข้าถนน ในที่สาธารณะจะเพิ่มจำนวนขึ้นจนยากที่จะแก้ไข วันนี้ คุณมองเห็นพวกเขาแล้วหรือยัง