25 กุมภาพันธ์ 2558

ผูกพันและพันผูก

               ลมหนาวปีมะแมมาพร้อม ๆ กับ ความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงกับความมั่นคงในการที่จะก้าวต่อไปบนเส้นทางการทำงานอาสาสมัคร ที่ได้เคยลั่นวาจาไว้ว่าสามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้เฉกเช่นอาชีพอื่น ๆ ที่เขาทำกันในโลกนี้ น่าแปลกใจที่ในเมืองไทยการทำงานอาสาสมัคร หากยิ่งลงลึกในการทำงาน แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำไปโดยไม่สนใจจะบอกกล่าวใครต่อใครว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ไม่นาน คนทำงานคนนั้น ก็จะถูกเวลาและสภาพปัญหากลืนกินและหานไปในที่สุด ใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร มีปัญหาสังคมที่ร่วมอยู่กับคนเมืองอย่างกลมกลืนจนบางทีหลายต่อหลายคนอาจจะชินชากับสิ่งที่พบเห็นจนไม่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหาไปแล้วก็มี คนไร้บ้าน คนเร่ร่อน ที่ พักอาศัยอยู่ตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร คนที่ใช้ชีวิตแบบคนมีบ้าน ที่อาจจะดูมีความสุขกว่าคนที่มีบ้านเป็นหลัง ๆ อยู่ด้วยซ้ำไป ภาพการแสดงความรัก ภาพการอยู่ร่วมกัน สรวลเสเฮฮาสมัครสมานสามัคคีเอื้ออาทรกันในหมู่พวกของเขากันเอง ดูแล้วให้น่าอิจฉา เพราะเมื่อมองย้อนมาที่คนอย่างเรา ๆ ที่มีบ้านอยู่เป็นหลัง ๆ มีข้าวของเครื่องใช้ครบถ้วยสมบูรณ์ บางคนมีมาเกินความจำเป็นด้วยซ้ำไป แต่กลับไม่มีความสุขทางใจ รอยยิ้มที่แทบจะหาไม่ได้ในสังคมที่มีแต่การสวมหน้ากากเข้าหากัน เราสามารถพบเห็นได้จากคนไร้บ้าน คนเร่ร่อน 




     สนามหลวง เป็นอีกที่หนึ่งที่คนไร้บ้าน คนเร่ร่อน คนพเนจร จะแวะเวียนผ่านมาพำนักอาศัย บ้างก็ใช้เป็นที่พักผ่อนนอนหลับเพียงชั่วข้ามคืน ก็จะเดินทางต่อไป บางคน ก็ยึดเอาเป็นเรือนนอน เช้ามาก็ ออกทำมาหากิน ค่ำมาก็ ล้อมวงกินข้าวพูดคุยกัน และบางคน ก็ อยู่กันเป็นครอบครัว ตกดึกหน่อยก็มีกิจกรรมภายในครอบครัวกันกลางสนามหลวง ภาครัฐและหลาย ๆ หน่วยงาน หลายองค์กร ที่มองปัญหาแบบคนนอกมองเข้าไป ก็ จะสรุปมาตรการเพียงทางเลือกเดียว คือ ต้องกำจัด ต้องไล่ออกจากพื้นที่ เพียงเพราะข้ออ้างที่ฟังแล้วก็งง ๆ คือ “เขตพระราชฐาน” “โบราณสถาน” “พื้นที่ทางประวัติศาสตร์” มาจนถึง “ที่สาธารณะ” ?? ความพยายามอธิบาย และนำเสนอแนวความคิดที่ น่าจะเปิดโอกาสให้คนอยู่ในพื้นที่ได้โดยเกื้อกูลและดูแลสถานที่ ที่เขาอยู่เขานอน เหมือน ๆ กับ การที่ชาวบ้านในชนบทสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ แนวคิดนั้นก็น่าจะนำมาใช้กับคนไร้บ้านกับพื้นที่สาธารณะได้เช่นกัน



     ผ่านการทำงานในพื้นที่ การทำงานแบบอาสาสมัคร มานานกว่า 15 ปี อาสาสมัครที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปนับร้อย นับพันคน แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลายและบรรเทาเบาบางลงไป ในทางกลับกันดูหมือนจะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นตามจำนวนประชากรและการเคลื่อนย้ายแรงงานด้วยซ้ำไป ??? บอกตามตรงบางทีก็ใจหายที่ วันหนึ่งอาจจะต้องถึงเวลาปิดฉากการทำงานลงแบบไม่สวยงามมากนัก เพียงเพราะ ไม่มีเงินจะทำงานต่อ มันดูโหดร้ายนะ แต่ ก็ต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงว่า เรา ทำได้เต็มที่แล้วเพียงเท่านี้ เราจริงใจ และจริงจังกับการทำงานมาโดยตลอดแล้ว ท้ายสุดเมื่อสังคมมองไม่เห็นว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ และ ไม่มีแรงสนับสนุนเขามาให้เราได้มีโอกาส กระจายความเท่าเทียมในสังคม เราก็ต้องยอมรับความจริง ความผูกพันกับงานที่ทำมาโดยตลอด 10 ปี ถ้าถามว่ามีมั้ย ตอบได้แบบไม่ต้องใช้เวลาคิดนาน ว่า มี และก็มีมากเสียด้วย แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง อย่างที่บอกไว้แล้วข้างต้น 



     ท้ายสุดนี้ คงต้องขอเวลาเตรียมทำใจซักช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะ กลับไปเป็นคนว่างงานที่เหมือนโดนมัดมือมัดเท้าให้ว่างงาน ทั้งที่ ยังมีแรงใจ แรงปัญญา และพลังสมอง ในการทำงานเพื่อคนด้อยโอกาสอยู่อีกมากก็ตาม ได้แต่หวังว่า หลังจากนี้ไปคงมีคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ทีมีเรี่ยวแรงและพลังรวมถึงแนวคิดที่จะทำงานเพื่อคนด้อยโอกาสเกิดขึ้นอีกมากมาย และสังคมจะเห็นความสำคัญในการทำงานกับคนด้อยโอกาสและสนับสนุนให้เขาได้ทำงานตามที่เขามุ่งมั่น อย่าได้ต้องมาล้มเหลวและล้มเลิกแบบที่ กำลังจะเกิดขึ้น กับ คนทำงานเล็ก ๆ ที่เหมือน หิ่งห้อย ที่หาญกล้าท้าแสงตะวันที่ท้ายสุดก็ต้องตายเพราะหมดแรงในที่สุด

28 มิถุนายน 2557

จากเพื่อนถึงเพื่อน


27 มิถุนายน 2014 เวลา 20:19 น.
ทำงานลงพื้นที่มาก็ 2 ปีกว่าแล้วได้เรียนรู้ประสบการณ์อันหลากหลายในท้องถนน ข้างถนน ได้รู้จักกับมิตรภาพที่ดีกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ตอนแรกเลยเราไม่เคยลงมานั่งคุยแบบนี้มาก่อน อย่างมากก็แค่เดินผ่านและไม่ได้สนใจอะไร แต่ก็แอบเก็บความสงสัยไว้อยู่บ้างว่า พวกเขาอยู่กันอย่างไง มีคนมาคุยด้วย รึป่าว ในความรู้สึกตอนแรกเราก็กลัวเขานะ ว่าเขาจะมาทำอะไรเรารึป่าว แต่พอได้ลองลงมานั่งคุย ลงมานั่งเป็นเพื่อน คุยกับพวกเขา รู้สึกได้ว่า ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดแถมเขายังดีใจอีกต่างหากว่ามีคนมาคุยกับพวกเขาโดยที่ไม่คิดที่รังเกียจ ในตัวพวกเขาครั้งแรกเลยที่ได้คุยจริงๆจังๆ กะคุณลุงท่านนึงแกได้ถามเรามาคำนึงว่า หนูไม่รังเกียจคนอย่างลุงหรอ ตัวลุงเหม็นนะแล้วก็ไม่มีใครเขาอยากจะมาคุยกะลุงด้วย เราได้ยินดังนั้นก็เลยบอกคุณลุงไปว่า ลุงหนูไม่คิดอย่างนั้นเลย หนูรู้สึกว่ามานั่งคุยกับลุงแล้วรู้สึกดี มาก พอคุณลุงได้ยินดังนั้น ก็ดีใจมาก พูดออกมาว่าแต่ก่อนไม่เห็นมีใครจะมาคุยลุงเลย มีแต่หนูนี้ละ แต่ก่อนลุงเคยไปนอนหน้าเซเว่นเค้าไล่ตี ลุงบ้าง ไล่ให้ไปที่อื่น เวลาคนเดินผ่านไป ผ่านมาก็ไม่มีใครจะกล้าคุยกะลุง ลุงก็กลัวเขาจะเข้ามาทำร้ายลุงอยู่เหมือนกัน ตั้งแต่วันนั้นจนมาถึงวันนี้ก็ยังแวะเวียนไปพูดคุยกับคุณลุงอยู่เสมอ แล้วยังได้ทักทายพูดคุยกับเพื่อนๆเราคนอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะอีกด้วย เรารับรู้ได้นะถึงความอบอุ่น และความผูกผัน ในความเป็นเพื่อน เจอหน้ากันทักทายพูดคุย ยามเพื่อนมีปัญหา ทุกข์ใจ เราก็เป็นที่รับฟังให้กับเพื่อน คอยแนะนำเพื่อนให้กำลังใจเพื่อน ยามเพื่อนไปในทางที่ผิดเราก็จะมักตักเตือนเพื่อนอยู่เสมอ นี้ละ คำว่าเพื่อน เพื่อนกันมันไม่จำเป็นต้องแบ่งจะจน หรือ รวย เราไม่อายนะที่มีเพื่อนอยู่ข้างถนน เพราะเราคิดว่าพวกเขาเป็นเพื่อนเราแล้ว เพื่อนคนนี้ยินดีที่จะนั่งคุยตรงพื้นถนน นั่งคุยริมถนนกับเพื่อนอย่างเต็มใจ เพราะสุดท้ายแล้วยังไง เพื่อนก็สามารถพาเพื่อนอีกคนกลับสู่ครอบครัว สังคม ชุมชนได้ ความประทับใจของเพื่อนอีกคนที่ไม่มีวันลืมก็คือ พี่เฉลิม เป็นคนแรกที่คุยตั้งแต่มาเป็นอาสาสมัคร ทุกครั้งที่ลงพื้นที่คลองหลอดสนามหลวง เจอหน้ากันก็พูดคุย ทักทายกันอยู่ตลอดจนสุดท้าย เราสามารถพาพี่เฉลิมกับสู่ครอบครัวด้วยตัวเราเอง ถึงแม้ว่าทุกวันนนี้พี่เฉลิมจะกลับสู่ครอบครัวแล้ว แต่หน้าที่ของความเป็นเพื่อนก็ยังมีอยู่เสมอ เรายังคงติดต่อโทรไปหาพี่เฉลิมอยู่ ทุกครั้งที่มีโอกาส สอบถามว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง แล้วช่วงเดือนมกราของปี 58 เราได้สัญญากับพี่เฉลิมไว้ว่าเราจะไปเยี่ยมแกที่จังหวัดลำปางบ้านเกิดของแก เพื่อนมีความสุข เราก็มีความสุข และนี่คือมิตรภาพดีๆที่เราอยากจะแบ่งปันให้กับผู้อ่านทุกได้รับรู้ 


ป.ล ขออภัยมือใหม่หัดเขียนบันทึก 

25 มิถุนายน 2557

the long

The long and winding road that leads to your door
Will never disappear, I've seen that road before
It always leads me here, lead me to your door

The wild and windy night that the rain washed away
Has left a pool of tears crying for the day
Why leave me standing here, let me know the way

Many times I've been alone and many times I've cried
Anyway you'll never know the many ways I've tried
And still they lead me back to the long and winding road
You left me standing here a long, long time ago
Don't leave me waiting here, lead me to you door

But still they lead me back to the long and winding road
You left me standing here a long, long time ago
Don't keep me waiting here, lead me to you door

รูปภาพ : The long and winding road....You've never walk alone.

จากใจ ในการทำงานภาคสนาม


20 มิถุนายน 2014 เวลา 20:48 น.
จะเล่าอธิบายสักหน่อยตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิอิสรชนจนกระทั่งตอนนี้ได้เป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามของมูลนิธิอิสรชน ครั้งแรกเลยเราได้เกิดความสงสัยในใจว่ามีคนมานอนอยู่แถวบ้านแต่เขาป่วยไม่สบาย เราจึงได้บอกแม่ว่าจะขอเอาน้ำ เอาข้าวเอายาไปให้แต่ว่าตอนนั้นเป็นตอนกลางคืนซึ่งฝนตกหนักมาก แม่เลยบอกว่าค่อยเอาไปให้พรุ่งนี้แต่ปรากฏว่าเราตื่นมาตอนเช้าคนนั้นที่มานอนแถวบ้านเราเขาได้เสียชีวิตลงแล้วมีรถปอเต๊กตึ้งมาเก็บไปเมื่อเช้า ในใจตอนนั้นเราแอบเศร้าใจอยู่เล็กๆที่ว่ช่าถ้าเราออกเอาข้าว เอายาเอาน้ำไปให้เขาคงไม่ตายซึ่งมันอาจเป็นความคิดของเด็กที่จะตั้งใจจะช่วย ปกติแล้วเราจะชอบให้ตังอยู่แล้วเช่นขอทานหรือไม่ก็คนที่เดินเข้ามาขอซึ่งตอนนั้นเราคิดว่าให้เขาไปแล้วโดยไม่คิดอะไรใจจริงสงสารเขาตั้งแต่แรกด้วยความตั้งใจและความสงสารจึงให้ตังเขาไป ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ได้เก็บความสงสัยไว้ว่า ทำไมเขาถึงออกมาอยู่ข้างถนน แล้วทำไมเค้าถึงไม่กลับบ้าน ในความรู้สึกตอนแรกคือสงสารพอดีว่างช่วงนั้นปิดเทอมพอดีแล้วเราก็ว่างไม่รู้จะทำอะไรก็เลยตัดสินใจว่าจะมาลองทำงานอาสาสมัครเราจะได้หาคำตอบที่เรายังสงสัยและค้างคาใจเราอยู่ จนมาเจอกับมูลนิธิอิสรชน ได้มารู้จักกับพี่นทีและพี่จ๋า 2 สามีภรรยาผู้ที่อุทิศตนทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอดครั้งแรกที่มาเป็นอาสาสมัครก็ยังแอบสงสัยว่า เอ่ะพี่เค้ามาทำอะไรกันที่คลองหลอดทุกวันอังคารกับศุกร์ ประโยคที่พี่นทีเคยพูดให้เราฟังว่า คนที่นี้ไม่ต้องการให้ใครมาสงสารแต่อยากให้เข้าใจ และมองว่าเขากับคุณเราเท่ากัน จากใจตลอดระยะเวลาที่ลงทำงานภื้นที่ภาคสนามได้ทำงานเกี่ยวกับคน ได้รู้อะไรอีกเยอะในพื้นที่ ได้รู้จักคำว่ามิตรภาพ ความเป็นเพื่อน ความเข้าใจกัน มีแอบนอยๆบ้างเป็นบางครั้งอย่างเช่นเวลามีเพื่อน ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่เวลาเมาแล้วจะพูดว่าเราว่า เราอ้วนแต่เราก็ไม่โกดเราเข้าใจว่า เพื่อนเราเมาแต่พอเขาหายเมาก็มาคุยกับเราปกติอาจจะขี้อายซะด้วยซ้ำอีกอย่างงานภาคสนามเป็นงานที่ต้องมีความละเอียดอยู่เช่นการเก็บข้อมูลของเพื่อนเราซึ่งไม่เอาไปพูดกับใครเก็บไว้เป็นความลับซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การทำงานในภาคสนามยังคงดำเนินต่อไปยังมีคนที่ยังลำบากกว่าเราอีกเยอะ และยังมีเพื่อนเราผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่บางส่วนยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ จะยืนยันว่าจะยังคงดำเนินงานภาคสนามต่อไปเพราะงานของเรายังหยุดไม่ได้และไม่มีวันหยุดเราพบเจอเพื่อนเราทุกทีที่แห่งทั่วกรุงเทพมหานครและเราจะใช้ความเป็นเพื่อนนี้ละส่งเพื่อนกลับบ้าน กลับสู่ภูมิลำเนาและชุมชนไม่ออกมาเร่ร่อนและใช้ชีวิตในที่สาธารณะอีก 

การช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในนครนิวยอร์ก

AREA แถลง ฉบับที่ 81/2557: 20 มิถุนายน 2557
การช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในนครนิวยอร์ก
          การจัดหาที่อยู่อาศัยอย่างถาวรให้ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเป็นหนทางในการช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างยั่งยืนที่สุด ทั้งนี้เป็นประสบการณ์สำคัญที่เรียนรู้จากกรณีมหานครนิวยอร์ก
          เมื่อเวลา 16:00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2557 หรือเทียบกับเวลาไทยคือ 03:00 น. ของเช้าวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2557 ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าทรัพย์สินไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิอิสรชน ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในประเทศไทย พร้อมด้วย คุณวิไลพรรณ หลวงยา รองประธานมูลนิธิ และคุณเมธินี คุณวิศาล อาสาสมัครมูลนิธิ ได้เข้าพบนายเดวิด เบียร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนายเจฟ ชูเออร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ของมูลนิธิคอมมอนกราวน์ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนดำเนินการด้านการช่วยเหลือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ณ สำนักงานใหญ่บนถนนสายแปด มหานครนิวยอร์ก เพื่อศึกษาประสบการณ์ของมูลนิธิแห่งนี้
          มูลนิธิคอมมอนกราวน์ มีคติว่า “Ending homelessness in New York” หรือทำให้การไร้ที่อยู่อาศัยหมดไปในนครนิวยอร์ก มูลนิธินี้เคยได้รับรางวัลดีเด่นของสหประชาชาติด้านการจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย สามารถช่วยผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะได้ราว 5,000 คน จากจำนวนผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะทั้งหมดทั่วนครนิวยอร์กประมาณ 50,000 คนในขณะนี้ ตัวเลขผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะลดลงอย่างต่อเนื่องก่อนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2551 แต่หลังจากนั้นกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจมีผลสำคัญต่อการเกิดสภาพไร้บ้าน
          ในปัจจุบันมูลนิธิคอมมอนกราวน์สามารถจัดหาที่อยู่อาศัยได้ประมาณ 3,200 หน่วย ในโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 13 โครงการ นอกจากนั้น ยังมีพื้นที่ๆ ช่วยบำบัดความต้องการเฉพาะหน้าแก่ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะอีก 120 แห่ง  ห้องทั่วไปมีขนาด 30 ตารางเมตร โดยมีต้นทุนค่าก่อสร้างสูงถึง 9 ล้านบาท (คิดอัตราแลกเปลี่ยนคร่าว ๆ 30 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ) แต่ก็มีห้องขนาดเล็ก ๆ เพียง 15 ตารางเมตร ทางมูลนิธิคิดค่าเช่าประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ค่าเช่าตลาดคือ 21,000 บาทต่อเดือน มูลนิธิคัดเลือกผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะมาเช่าได้อย่างโปร่งใส ไม่ใช่หาใครมาสวมสิทธิ์ หรือเช่าช่วง และปรากฏว่าผู้เช่า เต็มใจที่จะเช่า ณ ค่าเช่าราคาถูกนี้ โดยแทบไม่มีใครถูกไล่ออกเพราะไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้
          ผู้ที่เช่าอยู่ในโครงการที่อยู่อาศัยที่จัดหาให้นี้มักเป็นผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะมีอาการป่วยทางจิตถึงราว 40% แต่ไม่ได้อยู่ในระดับรุนแรง นอกนั้นเป็นกลุ่มอื่นๆ แต่ส่วนมากเป็นปัจเจกบุคคล ไม่ได้เป็นครอบครัว การจัดหาที่อยู่อาศัยให้ จะทำให้เขาสามารถกลับเข้าสู่สังคมปกติอย่างมีศักดิ์ศรี ส่วนที่อาบน้ำ อาหาร การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนการจัดหางานทำให้กับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเหล่านี้
          มูลนิธินี้เกิดขึ้นมา 25 ปีแล้ว และมีความเป็นไปได้ทางการเงินในการดำรงอยู่ โดยรัฐบาลให้เงินสนับสนุนส่วนหนึ่ง เพราะการสร้างที่อยู่อาศัยโดยภาครัฐแพงกว่า เสียค่ารักษาพยาบาลแพงกว่าที่จะจัดหาที่อยู่อาศัยแบบนี้ อีกส่วนหนึ่งก็คือผู้บริจาค หรืออาจเรียกว่าผู้ลงทุนยินดีบริจาคเงิน 0.8 เหรียญสหรัฐ แต่สามารถนำไปหักภาษีได้ถึง 1 เหรียญสหรัฐ เป็นระยะเวลา 10 ปี ทำให้มีเงินมากเพียงพอกับการดำเนินการ รายได้ของมูลนิธิตกปีละ 1,620 ล้านบาท มีลูกจ้าง 400 คน โดยสามในสี่เป็นผู้ดูแลอาคารต่าง ๆ ที่เหลืออยู่ในสำนักงานใหญ่ ในอนาคตอันใกล้นี้ ยังจะจัดสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มอีก 700 หน่วย
          ในอนาคต มูลนิธิอิสรชนอาจได้พยายามนำประสบการณ์ดีๆ จากมหานครนิวยอร์กนี้มาใช้ในกรุงเทพมหานคร และพื้นที่อื่นบ้าง
ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

15 มิถุนายน 2557

คำว่าเพื่อนกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ


13 มิถุนายน 2014 เวลา 20:30 น.
ขอเขียนบทความสั้นๆสักเล็กน้อยกับการลงมาทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ใน 13 กลุ่ม การทำงานของมูลนิธิอิสรชนนั้น คือการลงมาเป็นเพื่อนพูดคุย สร้างความคุ้นเคยในเบื้องต้น และหาทางส่งเขากลับสู่ภูมิลำเนา ในคำว่าเพื่อนนั้นกับในการทำงานของอิสรชน ต้องย้อนถามว่า คุณเคยมีเพื่อนสนิทมั้ย แล้วเพื่อนมีหน้าที่ไว้ทำอะไร ? คำตอบก็คือ ก็เพื่อนมีไว้ พูดคุยปรึกษา พูดคุยกันได้ทุกเรื่องในการลงพื้นที่แต่ละครั้งของเรา จะเข้าไปคุยในแบบเพื่อน ขั้นตอนแรกถือขนมหยิบติดไม้ ติดมือไปด้วย แล้วก็เข้าไปนั่งพูดคุยกับพวกเขา ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉันได้ลงมาทำอาสาสมัครที่สนามหลวง คลองหลอด และจนได้มาเป็นเจ้าที่ภาคสนามที่มูลนิธิอิสรชน ฉันมีเพื่อนมากมาย มันคือมิตรภาพข้างถนน มิตรภาพที่เข้าใจกัน แบ่งปันกัน เท่าเทียมกัน ช่วยเหลือกัน หลังจากนั้นฉันได้มีโอกาสส่งเพื่อนกลับบ้านนั้นก็คือพี่เฉลิม ออกมาเร่ร่อนตั้งหลายปี น้อยใจครอบครัว เลยออกมาเร่ร่อน ฉันได้ใช้ความเป็นเพื่อนในการลงไปพูดคุยกับพี่เฉลิมทุกครั้งและได้ชวนเค้ากลับบ้าน จนวันที่ไปส่งพี่เฉลิมกลับบ้าน ฉันก็เป็นคนไปส่งเอง ไปเยี่ยมพี่เฉลิมที่ร.พ นี่ละคำว่า ' เพื่อนที่เราใช้ในการทำงาน เพื่อนสามารถส่งเพื่อนกลับบ้านได้ เพื่อนคนนี้ก็ดีใจ และเพื่อนอีกคนนึงของฉันคือ พี่เวศ พี่เวศปกติจะเมาเป็นบ้างวัน ถ้าวันไหนโชคดีเจอพี่เวศไม่เมาก็ดีหน่อย อาจจะพอคุยกับพี่เวศได้บ้างแต่ถ้าวันไหนพี่เวศเมา เราก็จะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่พอเวลาพี่เวศมีปัญหามีเรื่องไม่สบายใจก็จะมาปรึกษาหรือมาพูดคุยกับฉันเสมอ ในความเป็นเพื่อนเราอาจจะเรียกได้ว่าสนิทกันเพราะเจอหน้าพี่เวศเราก็ทักทายตลอดพูดคุยตลอด ดูแลในเรื่องสุขภาพ การทำแผลหรือแม้กระทั่ง พาเพื่อนส่งโรงพยาบาล การทำงานที่เราทำ ไม่ใช่แค่มองว่าเค้าเป็นผู้รับบริการกับเราเป็นเจ้าหน้าที่แค่นั้น แต่การทำงานของเรา คือ เพื่อนมากกว่า เพื่อนบางคนอาจจะมีเพื่อนเยอะ เพื่อนที่สนิทจริงๆอาจจะมีแค่ไม่กี่คน นี่ละมิตรภาพของคำว่า เพื่อนกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ 

9 มิถุนายน 2557

เส้นทางการเดินทางที่หลากหลายของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ

7 มิถุนายน 2014 เวลา 21:00 น.

วันนี้ได้มีโอกาสไปติดตามเส้นที่ ทางของเพื่อนเราหรือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่มารับของแจกตามเทศกาลต่างๆที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ที่จังหวัดสมุทรสาครก่อนหน้านั้นจะขอเอ่ยว่าตัวเราได้ลงพื้นที่ ที่สนามหลวงคลองหลอดทุกวันอังคารกับวันศุกร์เป็นประจำช่งนี้ในพื้นที่สนามหลองหลอดจะเงียบเหงาเพราะเพื่อนเราในพื้นที่ต่างก็ไปรับของแจกที่ตามเทศกาลต่างๆ อย่างเช่นช่วงนี้วันที่ 4-8 มิถุนายน มีงานการแห่เจ้าพ่อศาลหลักเมือง ก็จะมีการแจกทาน การแจกผัดหมี่ ฉายหนังกลางแปลง ต่างๆ เสมือนเป็นงานบุญ งานวัด เพื่อนเราผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะแต่ละคนจะมีโพยจดเอาไว้ว่าวันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร ที่ไหนที่จะมีเทศกาลรับของแจกบ้าง ถึงในช่วงหน้าเทศกาลต่างๆตามจังหวัดต่างๆที่ใกล้กับกทม เพื่อนเราผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะก็จะมารอรับของแจกและมารอดูฉายหนังกลางแปลง พอถึงหมดช่วงในหน้าเทศกาลเพื่อนเราผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะก็ต่างจะทยอยกลับมาสู่พื้นที่ ที่เขาเคยอยู่ หรือกลับสู่สภาวะปกติ เพราะฉะนั้นในช่วงที่มาเทศกาลรับของแจก ส่วนที่เหลือในพื้นที่ก็จะมีแต่ผู้ป่วยทางจิต คนป่วย อย่างวันนี้เราได้มาลงตามดูเพื่อนเราผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่มารอรับแจกผัดหมี่ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร ได้เจอทั้งเพื่อนที่อยู้สนามหลวงและเพื่อนที่มาจากทั่วๆทุกเขตของกทมและเพื่อนในตัวจังหวัดสมุทรสาครเองเราได้ลงไปนั่งพูดคุยกลับกลุ่มเพื่อนเราผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่แต่ก่อนเดิมอยู่สนามหลวง คุณลุงท่านนึงเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้มาอยู่พื้นที่สมุทรสาครก่อนเพราะว่าที่สนามหลวงมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติและช่วงนี้เค้าประกาศเคอฟิวทำให้ใช้ชีวิตอย่างปกติไม่ได้อีกอย่างตนกลัวถูกยิงเลยมาอาศัยอยู่ที่นี้ก่อน คุณลุงยังได้บอกอีกว่าช่วงตอนกลางคืนที่เค้าฉายหนังกลางแปลงจะพบเจอเพื่อนเราเยอะมากเพราะจะมานั่งจับพื้นที่หน้าจอฉายหนัง เพื่อรอดูฉายหนัง เป็นความสุขทางใจเล็กๆของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะและเราได้ลงพื้นที่ต่อที่วัดพระปฐมเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐม ก็ได้พบเจอเพื่อนเราที่ป่วยทางจิต 1 คนนอนอยู่ในศาลาวัด และได้เข้าไปพูดคุยกับคุณลุงท่านนึงมาจากสายไหมแกบอกว่าตั้งใจจะมาไหว้พระละหนีความวุ่นวายในเมืองหลวงมาหาที่สงบพักผ่อนจิตใจอดีตแกเคยเป็นทหารผ่านศึกเก่า มีหลากหลายเส้นทางของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธาณะ เส้นทางที่จะไปรับของแจกไหว้ หรือเส้นทางที่ออกจากบ้านมาสู่ถนน เและเส้นทางที่กลับบ้านของพวกเขา ในปัจจุบันเราพบว่าเริ่มมีผู้สูงอายุที่ออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะเพิ่มขึ้นอาจจะด้วยมาจาก อาการหลงลืม หรือโรคอัลไซเมอร์ ความจำเสื่อม แต่งานของเรายังดำเนินต่อไปเพื่อช่วยเหลือ ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะให้มีความเท่าเทียมกับคนในสังคม เพราะเราเชื่อว่า คนเท่ากับคนเสมอ 

4 มิถุนายน 2557

ชีวิต

ค่ำไหนนอนนั้น ชีวิตเหมือนจะสุข แต่คุณรู้ไหมไม่ใช่เรื่องง่ายที่นอนที่ไหนก็ได้ บางคนป่วย บางคนเจ็บปวดในชีวิต นี่แหละชีวิตเพื่อน #ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ #ผู้ป่วยข้างถนน #มูลนิธิอิสรชน #สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน #มองคนเท่ากัน เพียงใครสักคนที่มองเห็นเป็นเพื่อนกัน

18 เมษายน 2557

หน่วยสวัสดิการ

วันนี้ออกหน่วยสวัสดิการสังคม สิทธิขั้นพื้นฐานกับบ้านมิตรไมตรี กทม. ที่ หมอชิต เจอเพื่อนใหม่ถูกลวงกระเป๋า #มูลนิธิอิสรชน

27 มีนาคม 2557

เส้นทางการกลับบ้านของพี่เฉลิม


22 มีนาคม 2014 เวลา 13:01 น.
วันนี้นับว่าเป็นวันที่อากาศดีจึงได้มานั่งเขียนบทความเล็กๆนึกขึ้นได้จึงได้เขียนเรื่องของพี่เฉลิม
เราได้รู้จักกับพี่เฉลิมครั้งแรกในตอนที่มาเป็นอาสาสมัครวันแรกเลยแล้วก็ได้คุยกับพี่เฉลิมเป็นคนแรก ครั้งแรกที่ได้คุยพี่เฉลิมบอกกับเราว่าที่ออกมาอยู่ข้างนอกเพราะน้อยใจน้องสะใภ้ที่พูดว่าพี่เฉลิมไม่ทำงานไหนจะต้องมีลูกที่จะต้องเลี้ยงแล้วยังต้องมาหาเลี้ยงคนพิการอีกพี่เฉลิมได้ยินก็เลยคิดน้อยใจที่ว่าเราต้องมาเป็นภาระของครอบครัวเลยตัดสินใจออกมาอยู่ข้างถนน เดิมแต่ก่อนพี่เฉลิมเล่าให้ฟังอีกว่าตนเองได้เคยเข้ามาในกรุงเทพซึ่งมาทำงานที่ซอยกลีบหมูแต่ตนเองประสบอุบัติเหตุตกต้นไม้เลยทำให้ขาทั้ง 2 คนผิดรูปและเดินไม่ค่อยถนัดจึงได้กลับไปพักที่บ้านที่จังหวัดลำปางแล้วมาเกิดเรื่องที่ว่าตนเองพิการเลยคิดที่จะออกมาอยู่ข้างถนนโดยพี่เฉลิมบอกว่าได้นั่งรถไฟฟรีมาจากลำปางครั้งแรกได้มานอนอยู่ที่หัวลำโพงก่อนแต่ว่าอยู่ได้ไม่นานเพราะว่าที่หัวลำโพงมีเจ้าถิ่นแล้วแกก็ยังโดนขโมยของอีกด้วยจึงทำให้แกต้องหาที่อยู่ใหม่พอดีมีเพื่อนที่รู้จักได้ชวนพี่เฉลิมไปอยู่ที่สนามหลวงพี่เฉลิมจึงได้นั่งรถเมล์ฟรีจากหัวลำโพงมุ่งหน้าสู่สนามหลวงพี่เฉลิมเล่าให้ฟังอีกว่าหลังจากที่มาอยูสนามหลวงคลองหลอดแล้วก็ได้มานั่งๆนอนอยู่ที่นี้และได้รู้จักเพื่อนมากมายที่คลองหลอดแต่แกบอกว่าตัวแกก็ได้กินเหล้าเหมือนกันที่กินเพราะว่าเครียดและมันทำให้หลับสบายจึงกินเราได้ใช้เวลาในการพูดคุยกับพี่เฉลิมทุกครั้งที่ลงพื้นที่คลองหลอดสนามหลวงอยู่ๆมาวันหนึ่งพี่เฉลิมแกก็ได้ไปคัดใบสำเนามาให้ ซึ่งย้อนกลับไปครั้งแรกที่ได้เจอแก แกบอกว่าจะเก็บขวดขายแล้วไปคัดสำงแม้ว่เนามาให้เราดูหลังจากนั้นเราก็เข้าไปฟื้นฟูพี่เฉลิมได้พูดคุยสอบถามความเป็นมาและสอบถามหาญาติซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่ญาติของพี่เฉลิมได้ติดต่อมายังทางมูลนิธิว่าเค้าเป็นน้องชายของพี่เฉลิมและอยากจะให้พี่เฉลิมกลับบ้านเราซึ่งตอนนี้ได้เป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามของมูลนิธิอิสรชนจึงได้เข้าไปพูดคุยกับพี่เฉลิมว่าญาติได้ติดต่อกลับมาอยากจะให้กลับบ้านในการพูดคุยครั้งแรกพี่เฉลิมบอกว่าไม่กลับแน่นอนเพราะกลับไปแล้วก็จะเป็นเหมือนเดิมเราได้พูดคุยกับน้องชายของพี่เฉลิม น้องชายเล่าให้ฟังว่าพี่เฉลิมตอนที่อยู่ลำปางแกเป็นคนกินเหล้าจัดมากและกินทุกวันน้องชายบอกว่าอยากคุยกับพี่เฉลิมเราจึงส่งโทรศัพท์ให้คุยพี่เฉลิมแกก็ดีใจที่ยังน้อยน้องชายยังไม่ลืมแก สุดท้ายวันหนึ่งพี่เฉลิมได้มาบอกกับเราว่าอยากกับบ้านแล้วอย่างน้อยก็ขอกลับไปอยู่ที่บ้านแล้ววันนั้นเราได้พาพี่เฉลิมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยและได้พาไปตรวจสุขภาพที่ร.พ กลางเพราะว่าแกมีอาการไอเป็นเลือดซึ่งหมอได้สั่งให้แกนอนร.พเป็นเวลา 2วันหลังจากที่พี่เฉลิมได้ขึ้นมาจากห้องตรวจย้ายมาอยู่ห้องผู้ป่วยอายุวกรรมชายแกก็เล่าให้เราฟังว่าหมอได้สอดกล้องลงไปในช่องท้องเพื่อตรวจดูและหมอยังได้บอกอีกว่าเฉลิมถ้าหากยังกินเหล้าอยู่อีกอาจจะยังไม่ถึงปี 58 แน่เพราะกระเพาะทะลุหมดแล้วพี่เฉลิมแกบอกว่าแกกลัวแกจะเลิกกินเหล้าแล้วหลังจากพักร.พได้ 2วันเราและหน่วยงานบ้านมิตรไมตรีกรุงเทพก็ได้มารับตัวพี่เฉลิมเข้าไปนอนที่บ้านมิตรไมตรีกรุงเทพก่อนเพื่อเตรียมเข้าพร้อมก่อนเดินทางส่งกลับบ้านที่จังหวัดลำปางและแล้ววันที่พี่เฉลิมรอคอยก็มาถึงซึ่งเป็นวันที่จะต้องเดินทางไปลำปางเราได้เข้าไปพูดคุยกับพี่เฉลิมถามว่าดีใจไหม พี่เฉลิมก็ตอบพร้อมกับรอยยิ้มว่าดีใจมากที่จะได้กลับบ้านตื่นเต้นจนนอนไม่หลับระหว่างที่เดินทางพี่เฉลิมก็ยังคงนั่งไปตลอดทาง ( เราเดินทางในตอนกลางคืนของวันพุธ ) และแล้วก็ถึงจุดหมายปลายทางคือจังหวัดลำปางเราและหน่วยงานบ้านมิตรไมตรีและพี่เฉลิมได้แวะอาบน้ำที่บ้านพักผู้สูงอายุก่อนที่จะเดินทางไปบ้านพี่เฉลิม พี่เฉลิมได้ขอให้เราโทรหาน้องชายว่าพี่เฉลิมใกล้จะถึงแล้วให้มาเปิดประตูรับด้วย ระหว่างที่เราเดินทางไปบ้านพี่เฉลิม พี่เฉลิมก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้าน และแล้วรถก็ได้มาถึงหน้าบ้านพี่เฉลิมซึ่งพี่ชายของพี่เฉลิมได้มายืนรอรับอยู่ พี่เฉลิมได้เห็นครอบครัวพี่ชายก็ดีใจที่ได้กลับบ้านหลังจากที่เราได้มาถึงบ้านพี่เฉลิมแล้วเราได้มาพูดคุยกับน้องชายพี่เฉลิมและพี่ชายของพี่เฉลิมว่าเราได้พาพี่เฉลิมกลับมาบ้านแล้วนะ พี่ชายกับน้องชายของพี่เฉลิมก็บอกว่ายังไงพี่น้องก็ไม่ทิ้งกันอยู่ขอให้กลับมาอยู่บ้านเดียวจะหางานทำให้ครอบครัวของพี่เฉลิมน่ารักมีหลานๆลูกของน้องชายอีก 2 คน ซึ่งในวันที่เราส่งพี่เฉลิมกลับบ้านและได้เจอครอบครัวของพี่เฉลิมเราอดยิ้มไม่ได้ที่เห็นภาพความประทับใจและความภูมิใจว่าเราได้พาบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวพรมปิงกลับมายังอ้อมกอดของพี่น้องและหลานๆแล้ว ถึงแม้ว่าสุดท้ายปลายทางเราจะส่งพี่เฉลิมกลับบ้านได้แล้วแต่ในใจลึกๆความรู้สึกของคนทำงานก็ยังรู้สีกใจหายอยู่ดีที่ว่าจะไม่เห็นแกในพื้นที่แล้วแต่อีกใจก็รู้สึกดีใจที่ได้พาแกกลับบ้านได้และเหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำและมิตรภาพที่ดีต่อกัน ก่อนกลับเราได้บอกกลับพี่เฉลิมไว้ว่าต้นเดือนมกราคมเราจะไปเยี่ยมแกที่บ้านและจะไปจัดกิจกรรมให้กับเด็กๆที่หมู่บ้านแกด้วย เสร็จสิ้นไปอีก 1 คนสำหรับการส่งกลับบ้านแต่ยังมีคนอีกมายที่คลองหลอดสนามหลวงและทุกๆที่ในกรุงเทพที่ยังไม่ได้กลับบ้านเพราะทุกคนล้วนแล้วแต่มีปมปัญหาในใจที่แตกต่างกันถ้าแก้ได้เร็วอย่างพี่เฉลิมก็ส่งกลับบ้านได้อย่างมีคุณภาพไม่ให้เขาได้ออกมาเร่ร่อนอีก ถึงแม้ว้าจะช้าหน่อยแต่ก้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าปมปัญหาในใจระหว่างพี่เฉลิมกับครอบครัวได้ถูกคลายลงแล้วต่อจากนี้ก็จะมีแต่ความรักและความเข้าใจกันของคนในครอบครัว




                                               ผู้เขียน น.ส ชนาทิพย์ ชื่นชนม์

                                              เจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิอิสรชน

14 มีนาคม 2557

มูลนิธิอิสรชนเผยผลสำรวจผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในกทม.ปี 2556



12 มี.ค.2557 มูลนิธิอิสรชนซึ่งทำงานเกี่ยวกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะจัดแถลงข่าวเกี่ยวกับปัญหาการใช้ชีวิตของพวกเขาในปีนี้ โดยโสภณ พรโชคชัย ประธานก่อตั้งมูลนิธิอิสรชน ระบุว่า ปัจจุบันผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะของกรุงเทพมหานครมี 3,140 คน (สิ้นปี 2556) เพิ่มขึ้นราว 10% จากปี 2555 แต่ก็ยังถือว่าไม่มากนัก แสดงถึงระบบการจัดหาที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนที่ดี มีประสิทธิภาพ แต่สำหรับผู้อยู่ตามชายขอบสังคมนี้ก็ควรได้รับสวัสดิการสังคมด้านการอยู่อาศัยที่ดี เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย
จากการสำรวจของมูลนิธิอิสรชน พบว่า มีผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะจำนวน 3,140 คน ณ สิ้นปี พ.ศ.2556 แยกเป็นชาย 1,944 คนและหญิง 1,196 คน ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า เพิ่มขึ้นกว่าปี พ.ศ.2555 จำนวน 284 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 10% แสดงว่าสถานการณ์ปัญหาผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะมีมากขึ้น อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากจำนวนประชากรในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 6 ล้านคน ยังนับว่ามีจำนวนน้อยมาก ดังนั้นจึงเป็นความหวังว่า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใส่ใจต่อการแก้ไขปัญหานี้ ปัญหานี้คงได้รับการแก้ไขโดยไม่ยาก
ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะจำนวน 3,140 รายนี้อยู่ในเขตพระนครมากที่สุดถึง 18% รองลงมาคือเขตบางซื่อ 8% เขตจตุจักร 7% เขตปทุมวัน 7% และเขตสัมพันธวงศ์ 6% อาจกล่าวได้ว่าใน 5 เขตแรก มีประชากรผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะถึงเกือบครึ่งหนึ่งหรือ 46% ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเหล่านี้มักอยู่อาศัยในเขตพื้นที่ที่มีการท่องเที่ยวหรือที่สาธารณะ เช่น มีสวนสาธารณะ หรือแหล่งจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ซึ่งมีโอกาสของที่พักและที่ทำงานมากกว่า แต่ในเขตคลองเตย ซึ่งมีชุมชนแออัดอยู่มาก กลับพบผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเพียง 5% เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่คงมีที่อยู่อาศัย แม้บางส่วนจะไม่ได้เป็นที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มาตรฐานการอยู่อาศัยที่ดี เช่น อยู่ในชุมชนแออัดก็ตาม
หากพิจารณาประเภทของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะจำนวน 3,140 ราย จะพบว่า เป็นคนปกติที่เร่ร่อนอยู่ 29% หรือมากกว่าหนึ่งในสี่ เกือบ ๆ หนึ่งในสามเลยทีเดียว รองลงมาเป็นผู้ที่ใช้ที่สาธารณะหลับนอนชั่วคราว 26% ที่เป็นผู้ป่วยข้างถนนโดยเฉพาะผู้ป่วยทางจิตมีเพียง 22% ซึ่งถือว่าไม่มากนัก ดังนั้นบุคคลส่วนใหญ่จึงเป็นบุคคลปกติที่ยังไม่สามารถที่จะมีบ้านเช่าหรือซื้อบ้านเป็นของตนเอง หากจัดหาที่อยู่อาศัยที่ถูกสุขลักษณะให้เช่าให้อยู่อย่างปลอดภัยเป็นระเบียบย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตามก็มีผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะบางส่วนที่ไม่สามารถที่จะเช่าหรือซื้อบ้านได้ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจึงควรที่จะจัดสวัสดิการสังคมเพื่อการอยู่อาศัยที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะให้โดยไม่คิดมูลค่าเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะสามารถช่วยตนเองได้ในภายหลัง และสำหรับกลุ่มอื่น ๆ ก็อาจที่จะส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่น เช่น หน่วยราชการที่ดูแลเด็ก สตรี ผู้ให้บริการทางเพศ ผู้สูงวัย เพื่อการบำบัดเฉพาะทางต่อไป
ประเด็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ มีผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่เป็นคนต่างชาติมากขึ้น โดยพบชาวต่างชาติ 22 ราย และแรงงานข้ามชาติอีก 34 ราย แต่บุคคลเหล่านี้ก็มีสัดส่วนน้อยเพียง 2% ของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะทั้งหมด ในการนี้มูลนิธิอิสระชนหรือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องควรที่จะติดต่อประสานงานกับสถานทูต สถานกงศุลของต่างประเทศ ให้ความช่วยเหลือต่อไป และไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนสัญชาติอื่น ก็ควรที่จะมีการลงทะเบียนบุคคลที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะทุกราย เพื่อการจัดสวัสดิการและการติดตามประเมินผลเป็นระยะ ๆ
ยิ่งกว่านั้นจากการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2556 ที่ท้องสนามหลวง ต่อเนื่องมาจนถึงการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม กปปส. ในพื้นที่ถนนราชดำเนิน ตลอดจนในบริเวณอื่น ก็ปรากฏมีผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ตกค้างในพื้นที่ต่าง ๆ โดยหลายคนมากจากภาคใต้ เมื่อคณะเดินทางกลับก็ไม่ตามกลับไปด้วย แต่ใช้ชีวิตเร่ร่อนในกรุงเทพมหานคร ยิ่งกว่านั้นการชุมนุมทางการเมืองยังส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ เช่น การได้รับอันตรายจากการ์ดของผู้ชุมนุม ซึ่งอาจไม่เข้าใจวิถีชีวิตที่เร่ร่อนไปมาของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ เป็นต้น
โดยสรุปแล้ว แม้มีผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเป็นจำนวนมากและมากขึ้น แต่ก็ยังน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรเมือง และเมื่อเทียบกับมหานครใหญ่ ๆ ทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าระบบการจัดหาที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนไทยมีประสิทธิภาพมาก โอกาสการมีบ้านเป็นของตนเอง หรือการเช่าบ้านมีมาก จำนวนชุมชนแออัดลดลง มีเพียงผู้ที่ขาดโอกาสจริงๆ จึงต้องไปใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ดังนั้นหากหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัญหาก็จะทุเลาได้เป็นอย่างมาก

11 กุมภาพันธ์ 2557

โปรดอย่ามองฉันเป็นร่างที่ไร้วิญญาณแต่จงมองฉันเป็น คน=คุณ

คุณคิดว่าเป็นเรื่องง่ายไหม ที่คนหนึ่งคนต้องมานอนข้างถนน กินข้าวในถังขยะ มีเสื้อผ้าเพียงตัวเดียว ไม่มีเงินในกระเป๋าสักบาท ต้องดิ้นรนมีชีวิตในถนน เพื่อมีลมหายใจ เพื่อรอความหวัง เพื่อรอคอยการกลับบ้าน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เขาไม่ได้ขี้เกียจอย่างที่สังคมตีตรา ถ้าเขาขี้เกียจจริง เขาคงไม่อยู่ในถนนเพื่อรอสักวันที่มีใครมองเห็นเขา กว่า 10 ปี
            ฉันลงพื้นที่ ภาพของคนที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าทำไมโลกนี้มันช่างหาความเท่ากันของความเป็นคนได้น้อยเหลือเกิน ภาพของชายคนหนึ่งที่สายตามองลอยออกไปกลางถนน สายตาแห่งความโศกเศร้าที่ยังรอความหวัง เมื่อเดินเข้าไปคุย ชายอายุราว ๆ 40 กว่า เล่าย้อนรอยอดีต พร้อมสายตาที่โศกเศร้า ปนคิดถึง ชายที่จากบ้านมาเพราะความหวังมาขุดทองในเมืองหลวง แต่โชคร้ายกลับไม่ประสบผลสำเร็จ ประจวบกับเมียที่บ้านก็มีสามีใหม่ในช่วงที่ตนมาขนขวายทำงานในเมืองหลวง  ณ ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึง ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง มันคงไม่จางหาย แต่คงไว้แค่ความชินชา แต่ยังมีความหวังที่จะกลับบ้าน อยู่ใกล้ ๆ ลูกสาว ที่ตอนนี้ทำงานใน เซเว่น และญาติพี่น้อง แต่ไม่อยากรบกวนญาติพี่น้อง เพราะบ้านตนเองก็ไม่เหลือแล้ว ตอนนี้สร้างความหวังกับตัวเองด้วยการเก็บขวดขาย ออกเดินตั้งแต่เช้าจดเย็น ไม่กินอาหารสักมื้อ เพื่อจะเก็บเงินได้เยอะ ๆ  รายได้ต่อวัน 30-100 บาท กินแต่ตอนเย็น คือ มาม่า กับน้ำร้อนใน เซเว่น เพื่อเก็บเงินให้ได้หมื่น กลับบ้านไปหาญาติ  พร้อมทุก 15 วัน พอเจียดเงิน มาเสี่ยงโชค 1 ใบ เพื่อวันหนึ่งโชคอาจเข้าข้าง เป็นเรื่องราวที่ฟังเหมือนตลก แต่ตลกไม่ออก มันช่างมีเรื่องราวที่สับซ้อนอยู่ในคนหนึ่งคน ที่ยิ่งกว่ามีกินมีใช้ แต่เขาไม่มีเลย เงินที่จะกินแต่ละมื้อยังไม่มี
            พอมองหันมาอีกด้าน ภาพของหญิงคนหนึ่ง ที่ต้องระเหเร่ร่อนมาไกล เพื่อหลีกหนีความปวดร้าวในชีวิตที่ถูกกระทำ ย่ำยี ชีวิตที่ทุกวันพร่ำบอกว่าอยากกลับบ้าน แต่ไม่มีบ้านให้กลับ สามีมีชู้ กระทำทางจิตใจที่ เราคนภายนอกมองอาจเป็นเรื่องราวแค่นี้ แต่เราเมื่อฟังเขาเล่า น้ำเสียงที่ปนความเจ็บลึกที่ไม่มีใครเข้าใจถ้าไม่เป็นเขา และเพราะเขาก็ไม่เป็นเรา เขาถึงคิดไม่เหมือนเรางั้นอย่างเอาคำว่า “แค่นี้” มาตัดสินคน เพราะเขากับเราคนละความคิด แต่มีความเป็นมนุษย์เหมือนเรา หญิงที่วันนี้มีเพียงเหล้าเป็นเพื่อน คนเดินผ่านไปผ่านมาก็ดูถูก เหยียดหยาม รังเกียจ มองว่าอีขี้เมา แต่คุณรู้ไหม กว่าเขาจะอยู่ในสภาพนี้ เขาสู้มากี่ครั้ง ล้มมากี่ครั้ง แต่สุดท้ายไม่มีที่ยืนให้กับเขา
            เรื่องราวที่เขียนมาทั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคนในพื้นที่ ที่เราพบเจอ เราไม่ได้อยากเล่าเรื่องราวให้คุณสงสาร แต่อยากให้คุณเข้าใจในความเป็นเขา และมองเขาเท่ากันกับคุณ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งและหยิบยืนความเป็นเพื่อนให้กับเขา อย่าตีตรา และดูถูกความเป็นมนุษย์  เขาคือร่างมนุษย์ที่มีวิญญาณ ไม่ใช่ร่างที่ไร้วิญญาณ ที่คนเดินผ่านไปมามองเป็นขยะ แต่ถ้าคุณมองเขาเป็นคนเท่ากับคุณ การแบ่งปันในฐานะเพื่อนร่วมสังคมจะเกิดขึ้น ความเป็นเพื่อนจะถูกหยิบยกให้กัน มามองคนในที่สาธารณะใหม่นะค่ะ ลองเปิดใจ และมองว่าเขาก็คือ คน กิน ขี้ ปี้ นอน เหมือนกับเรา มีรัก โลภ โกรธ หลง  ทุกอย่างเหมือนกัน แต่โอกาสอาจจะต่างกัน แต่เขาคือ    คน=คุณเท่านั้นเอง

jasmin

27 มกราคม 2557

สื่อสร้างสานสุขที่จ.น่าน

 เริ่มต้นก่อนเลยว่าไปน่านตั้งแต่วันที่ 20 - 24 มกราคมพ.ศ 2557 จุดประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้คือการไปแจกของให้เด็กนักเรียนบนดอยร.รตะเวนชายแดน100ปีสมเด็จย่าครั้งแรกที่ได้ถึงจังหวัดน่านเราถูกต้อนรับด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเองรู้สึกดีใจและมีความสุขมากและแล้วก็ถึงวันที่จะเดินทางขึ้นดอยจิงๆนั่งรถจนจนเมารถและรู้สึกยังไม่ค่อยคุ้นชินพอขึ้นไปถึงร.รตำรวจตะเวนชายแดนรู้สึกว่าน้องๆน่ารักมากพอเขาเห็นว่าพวกเรามาพวกเขาดีใจแล้วกล่าวคำว่าสวัสดีตลอดเวลาที่รถเราวิ่งเข้ามาในร.รน้องๆหลายๆคนยังมีการเดินเท้าไปร.รอยู่วันละ 2กิโลซึ่งมันทำให้เด็กกรุงเทพอย่างเราคิดได้ว่าทำไมเรามีโอกาสมากกว่าพวกเขาแต่เรากลับไม่สนใจแต่พวกเด็กๆอยากเรียนอยากมีความรู้แต่โอกาสยังไม่เข้าถึงพวกเขาที่ร.รตำรวจตะเวนชายแดนมีครูประมาณแค่3คนเด็กนักเรียนประมาณ 70 คนเองหลังจากแจกของเสร็จแล้วพวกพี่ๆก็ได้พาเรามาในหมู่บ้านห้วยลึกมาเล่นแจกของให้ชาวบ้านต่อเรารู้สึกว่าชาวบ้านห้วยลึกเป็นกันเองมากแล้วก็น่ารักมากพวกเขาดีใจที่เรามาเราได้สัมผัสรอยยิ้มและความจิงใจที่ชาวบ้านมีต่อเราและคณะที่มาก่รุ้สึกดีใจมากๆจิงๆและเรายังได้สัมผัสธรรมชาติอากาศบริสุทธิ์บนดอยได้ลองชิมอาหารบนดอยที่ไม่ได้ใช้กระทะหรือใช้หม้อแต่เป็นการย่างหรืการแอ๊บได้รู้จักกับคำว่ามิตรภาพไม่ใช่อย่างในกรุงเทพที่ใส่หน้ากากเข้าหากันตลอดเวลาประสบการณ์ครั้งนี้ได้สอนเราหลายอย่างในการปรับตัวให้เข้ากับพวกเขาได้ขอบคุณที่ได้มาสัมผัสถ้ามีโอกาสอยากจะไปอีกสักครั้ง :) 







กิจกรรมในพื้นที่

1 บาท ของคุณมีค่า เพียงคุณมองเห็นความเป็นคนเท่ากัน การแบ่งปันก็จะเกิดขึ้น
ให้เพื่อนผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ได้ท้องอิ่ม ได้กลับบ้าน ได้รักษาพยาบาล เป็นต้น
เพราะเราเชื่อว่าการแบ่งปันไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งคนแก่ คนป่วย เด็ก ถูกทิ้งไร้การมองเห็นมากมายในสังคม
1. ธ.ทหารไทย สาขาทองหล่อ เลขที่ 182-2-16241-6 ชื่อบัญชีมูลนิธิอิสรชน
2. ธ.กรุงไทย  สาขาเซ็นทรัลปิ่นเหล้า เลขที่ 031-0-03432-9 ชื่อบัญชีสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน



23 พฤศจิกายน 2556

เรื่องราว 2 วัน ของผม

เขียนโดย น้องดรีม นักศึกษาฝึกงาน 

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
            วันนี้ในที่สุดก็ล่วงเลยเข้าสู่อาทิตย์ที่สองของการฝึกงาน นับได้เป็นวันที่สี่แล้วสำหรับการทำงานลงพื้นที่ภาคสนาม ก่อนที่จะเข้าเรื่องว่าวันนี้ทำอะไรมาบ้างนั้น เราจะมาใมห้รายระเอียดเกี่ยบกับผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะอีกกลุ่มหนึ่ง นั้นก็คือ “คนเร่ร่อน” อธิบายได้ดังนี้
            คนเร่ร่อน คือ บุคคลที่ออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะหรือบนท้องถนนเป็นที่อยู่อาศัย มักจะอยู่ตามจุดต่าง ๆ เช่น สนามหลวง สะพานพุทธ หัวลำโพง หมอชิต สวนลุมพินี ใต้ทางด่วนหรือใต้สะพานต่างๆ สถานที่อยู่ของคนเร่ร่อนจะอิงอยู่กับแหล่งหากิน เช่น สถานีรถโดยสาร ตลาด และแหล่งท่องเที่ยวสาเหตุที่คนออกมาเร่ร่อน สาเหตุพบว่ามาจากการตกงาน ปัญหาครอบครัว ความพิการไม่สามารถดูแลตนเองได้ เร่ร่อนตามพ่อแม่และชอบใช้ชีวิตอิสระ (อ้างอิงจากหนังสือ การทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ,11)
วันนี้ทั้งวันเราเดินไปทั่วทั้งสนามหลวง และท่าพระจันทร์ จากนั้นก็นั่งเรือข้ามฟากไปที่วังหลัง ระหว่างทางที่เดินผ่านก็คอยสังเกตุหาดูเผื่อจะพบเพื่อนของเรา แต่ถ้าหากไม่เจอก็นับว่าโชคดี แสดงว่าอาจจะไม่มีผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเพิ่มขึ้น หรือแค่เขาเหล่านั้นไม่ได้มาอยู่แถวนี้
            เราเดินกับพี่เลี้ยงเป็นเวลาค่อนวันจึงเดินย้อนกลับทางเดิน และขึ้นเรือข้ามฟากกลับมาที่วังหลังเพื่อจะมาดูที่ท่าพระจันทร์ และสนามหลวงอีกครั้ง ในที่สุดเราก็เจอเพื่อนของเรานั่งอยู่ประปรายที่บริเวณท่านพระจันทร์แถว ๆ ริมทางเท้า เราได้เข้าปคุยทักทายกับเขา แม้บางเพื่อนบางคนอาจจะยังกลัวที่อยู่ ๆ ก็มีคนมาคุยกับเขา แต่เราก็พยามที่จะทำความรู้จักคุ้นเคย เพื่อที่จะคุยกับเข้าได้อย่างราบรื่น แต่มันก็ต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไป
            คนเดินขายหนังสือพิมพ์ ผู้ที่อาศัยอยู่โดนเดี่ยวที่สะพานควาย พี่คนนี้แกเป็นคุยที่คุยกับเราอย่างเป็นมิตรที่สุดสำหรับวันนี้ พี่แกเล่าว่า แกเที่ยวเร่ขายหนังสือพิมพ์บริเวณนี้มาเป็นเวลานานแล้วเห็นจะยี่สิบสามสิบปีได้ ตั้งแต่หนุ่ม ๆ เลยล่ะ แกได้กำไรวันละสามร้อยอาจจะมีมากกว่านั้นบ้างแต่ก็ไม่เกินสี่ร้อยบาท แกใช้ชีวิตคนเดียวในบ้านเช่า ชีวิตแกเลยไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้ นอกจากสิ่งที่ได้ทำ การเป็นนายตัวเอง ทำเท่าไหนได้เท่านั้น นับเป็นความสุขเล็ก ๆ ของแกเอง
            งานวันนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเดินเสียมากกว่า เดินไปในหนทางของผู้ที่ต้องการจะศึกษาถึงวิถีชีวิตของผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ และนำมาเผยแพร่ให้กับสังคมได้รับฟังต่อไป

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
            วันนี้เป็นวันที่ห้าของการฝึกงานภาคสนาม และวันนี้ยังเป็นการอยู่ประจำพื้นที่รถโมบาย เริ่มการทำงานของวันเหมือนวันก่อน ๆ คือการทักทายถึงเพื่อนของเรา ทั้งผู้ที่ติดสุรา หรือ ผู้ป่วยข้างถนน และนี่คือ อีกหนึ่งกลุ่มของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในที่สาธารณะ “ผู้ป่วยข้างถนน”
ผู้ป่วยข้างถนน คือ ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมที่พลัดหลงออกจากบ้านมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะจนกลายสภาพเป็น “คนเร่ร่อน” ทั้งนี้ยังรวมถึง “คนเร่ร่อนไร้บ้าน” ที่มีอาการผิดปกติทางสมองหรือทางจิตด้วย (อ้างอิงจากหนังสือ การทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ,12)
       โดยรวมแล้ว เพื่อนที่เราพบเจอในแต่ละวันของการฝึกงานที่ผ่านมา ส่วนมากล้วนแต่จัดอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้  นับเป็นประสบการณ์อีกแบบหนึ่งที่ปกติแล้วคงจะไม่ได้พบเจอง่าย ๆ  เป็นแน่ เพราะอยู่ดี ๆ คงไม่มีคนเข้าไปคุยกับคนเมาหรือผู้ป่วยทางสมองเหล่านี้แน่ ๆ และการจะคุยให้รู้เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เราต้องถามเขาบ่อย ๆ ในสิ่งที่เขาพูดออกมา ถามย้ำซ้ำเดิม และนำเรื่องที่เขาเล่าในแต่ละครั้งมาเทียบดูเพื่อหาเรื่องที่จริงที่สุด เราต้องไม่เบื่อและหน่ายไปก่อน กับเนื้อความที่เขาเล่าออกมาที่ส่วนมากจะเป็นน้ำมากกว่าเนื้อ มีเพียงบางส่วนที่เป็นความจริง เขาอาจจะโกหกเรา หรือแค่จำความไม่ได้ก็เท่านั้นเอง เราจึงต้องพยายามเข้าไปพูดคุยกับเขามาก ๆ หมั่นทักทายถามสารทุกข์สุกดิบ คุยเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ตลอดไปในการฝึกงานครั้งนี้ เพื่อหาความจริงที่ซ้อนอยู่ในคำลวง
          วันนี้เป็นวันที่ยังมีผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเข้ามาใช้บริการของรถโมบายอยู่ไม่ขาดสาย และวันนี้เราก็ได้เจอกับพี่กอล์ฟอีกครั้งหลังจากที่แกหายหน้าหายตาไปนาน เราถามแกว่าแกหายไปไหนมา คำตอบที่ได้รับพร้มรอยยิ้มร่าเริงของแกคือ แกก็เก็บขวดขายไปเรื่อย ไปตามพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่ในสนามหลวงพร้อมเมามายไปในแต่ละวัน และวันนี้แกก็เมามาอีกเช่นเคย
        วันนี้เรายังได้เจอกับพี่เวช พี่เวชยังคงเป็นเช่นเหมือนวันก่อน ๆ ยังคงเมาเหล้า พูดจาเรื่อยเปื่อยเสียงดังพร้อมกับร้อยยิ้มเสมอ ๆ เราอาจจะต้องดุแกบ้าง ว่าทำไหมแกถึงกินเหล้าอีกแล้ว (ดุได้เฉพาะบางคนที่ดุได้ เพราะหากดูไม่ดี เราอาจจะเป็นฝ่ายที่หน้าเขียวแทน) บางครั้งก็แซวแกในเรื่องของความรักที่แกออกหัก แกมีวลีเด็ดในเรื่องนี้ที่ชอบพูดประจำคือ “ฉันรักเขา แต่เขาไม่รักฉัน แต่ฉันไม่สนใจเพราะฉันรักเขา” มันดูเป็นความรักที่ไม่ซับซ้อนอะไรเหมือนคนเมืองผู้ปกติ
         เรายังได้เจอประสบการณ์แปลกใหม่อีกอย่างคือ ผู้ป่วยข้างถนนคนหนึ่ง ตอนแรกเราก็นึกว่าแกเป็นคนปกติธรรมดา ที่เข้ามาพูดคุยอะไรด้วย แต่พอคุยไปสักพักเริ่มแปลก ๆ เพราะแกบอกว่าแกเคยเป็นมือปืนบ้างล่ะ ร้องเพลงเพราะร้องเพลงให้เราฟัง แต่ก็ร้องไม่จบเพลง และเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย พร้อมกับบอกลาว่าจะกลับ แล้วทำการเขย่ามือเราอยู่ถึงสี่ห้ารอบวนเวียนไปมาอยู่อย่างนี้ บางทีก็บอกว่า “เอ็งน่ะมันเด็กน้อยนัก กูน่ะต่อยมานับต่อนับ” ทำเอาเราหวาด ๆ อยู่เหมือนกันว่าจะโดนต่อยเอาแบบงง ๆ หรือเปล่า แต่ก็ทำใจดีสู่เสือยิ้มสู้ พูดครับ ๆ บอกแกว่าแกบอกว่าจะกลับเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว พร้อมกับระวังระแวงมองมือของแกไปด้วยว่ามีทีท่าแปลก ๆ หรือเปล่าจะได้หลบทัน และภายหลังจากที่ผู้ป่วยข้างถนนคนนี้ได้เดินจากไปแล้ว พี่จ๋าแกก็บอกว่าเวลา เจอเรื่องแบบนี้ ให้ดุไปได้เลย แม้เราอาจจะกลัว แต่เราทำหน้าที่แบบนี้ก็ต้องจัดการให้อยู่หมัด เพราะเขาก็จะเกรงเราอยู่ในทีเหมือนกัน
         วันนี้ยังมีประสบกาณ์ใหม่ ๆ อีกอย่างที่เราประทับใจ คือเราได้สอนหนังสือให้กับน้องไปรท์เด็กที่ติดสอยห้อยตาแม่ผู้มาขายของที่บริเวณของหลอด และเราจึงได้รู้ว่าการสอนหนังสือนี่ก็อยากไม่ใช่เล่น เราเลยให้น้องวาดรูปอะไรก็ได้ และในขณะที่น้องสร้างสรรค์งานศิลปะ เราก็ได้เห็นแววตาที่เป็นประกาย ไม่เหมือนกับที่พบกันครั้งแรก ที่แววตาน้องดูหม่นหมอง แต่ไม่นานนักน้องก็ต้องกลับบ้าน เพราะแม่ของน้องขายของเสร็จแล้ว หลังจากนั้นเราก็ได้เจอ กุ๊ก หรือกุ๊กกู๋ ผู้ป่วยข้างถนนอีกคน
กุ๊กกู๋ เป็นผู้ป่วยที่อายุมากพอสมควร แต่สมองกลับยังเด็กนัก และก่อนหน้าที่เราจะได้มาฝึกงานที่นี่ พี่จ๋าก็บอกว่าทางมูลนธิก็ได้ช่วยกันสอนโน้นสอนนี้แกกุ๊กจนกุ๊กพอที่จะสามารถทำอะไรได้เองอยู่ในระดับหนึ่ง
กุ๊ก มาพร้อมกับเสื้อผ้าที่แปลกแหวกแนวคือใส่เสื้อผู้หญิง กับกางเกงยีนต์หลุดก้น และเป้าขาดเป็นรอยกว้าง แถมยังมีนกหวีดลายธงชาติ กับเส้นผ้าลายธงชาติอีกเช่นกัน (กุ๊กบอกว่าเห็นคนเยอะดี เลยเดินเขาไป เขาให้มา แถมยังได้ข้าวฟรี พร้อมกับเงินอีกสองหรือสามร้อยบาท อันนี้เราก็ไม่แน่ใจว่าจริงเท็จเพียงใดโปรดใช้วิจารณญาณ จักรยาน อากาศยาน หรืออะไรก็ตามที่มียาน ๆ ประกอบการตัดสินใจในการอ่าน) แต่ก็ไม่ลืมที่จะหาผ้ามาผูกปิดกันกับการทำให้สายตาผู้อื่นตกใจพร้อมรอยยิ้มพรายที่ประปรายเต็มหน้าทั้งปากทั้งตา และทุกประโยคที่พูดล้วนมีคำว่าครับตามหลัง ดูไร้เดียงสา หัวเราง่าย ๆ กินอาหารจุ เหมือนกระเพราะไม่มีวันเต็ม เพราะไม่ว่าถามว่า กุ๊ก กินนี่ไหม กินนั้นไหม กุ๊กก็บอก ครับ กินครับเสมอ
         หลังจากนั้นพอถึงช่วงเย็นเราก็ได้เดินลงพื้นที่ในช่วงเย็น กับพี่นธี พี่จ๋า พี่เลี้ยง และนักศึกษาที่มาหาข้อมูลถ่ายภาพไปรายงาน (บ่อยครั้งที่มีนักศึกษามา) เมื่อเสร็จจากการเดินลงพื้นที่ กับการแจกถุงยางบ้าง ให้ยากันยุงบ้าง ก็มาจบลงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับการสรุปสิ่งที่ได้พบเจอมาในระหว่างที่ฝึกงานมาทั้งหมดห้าวันนี้
        สิ่งที่เราได้จากการพูดคุยกับพี่นธีในครั้งนี้ช่วยเปิดมุมมองของเราให้กระจ่างชัดขึ้นอีก โดยสิ่งที่เราเข้าใจมาตลอดว่า การทำงานในครั้งนี้คือมาช่วย ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในที่สาธารณะนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งที่เราต้องทำจริง ๆ คือนำเรื่องราวของเขาเหล่านั้น ออกไปเผยแพร่แก่สาธารณะ เพื่อให้คนทั่วไปได้รับทราบว่า เขาเหล่านั้น ไม่ใช่ชนชั้นที่ไม่มีคุณค่าอะไร หากแต่มีความเท่าเทียมเสมอภาคเท่า ๆ กับเรา ๆ ท่าน ๆ ทุกประการ โดยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบทความ วีดีโอขนาดสั้น ภาพถ่าย การจัดงานสัมนา นิทรรศการภาพ ฯลฯ และในวันหนึ่งข้างหน้าเราจะได้ทำกระบวนการเหล่านั้นอย่างครบถ้วนแน่นอน
        เมื่อเราคุยสรุปกันเสร็จก็มีโทรศัพท์เข้ามาหาว่ามีคนใจดีผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม บริจาคเงินเพื่อซื้อข้าวกล่อง และให้นำไปแจกจ่ายที่พาหุรัดกับอาสาอีกคนที่เป็นแม่ค้าขายข้าวราดแกงที่บริเวณคลองหลอด หรือ ป้าหน่อย ถ้าหากแวะเวียนมาแถวนี้ลองมาชิมกันได้ อาหารของแกอร่อยทุกอย่าง เราฝากท้องทุกเที่ยงเลย ฮา และเมื่อแจกจ่ายข้าวกล่องเสร็จก็เป็นอันเสร็จภาระกิจในวันนี้ของเรา
สุดท้ายสายตาเราก็กระจ่างในหน้าที่งานที่ควรจะทำ ว่าเราควรที่จะทำอะไร เพื่ออะไร และควรทำมันให้ดีที่สุดในโอกาสต่อ ๆ ไป 

21 พฤศจิกายน 2556

เริ่มเรียน

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
เขียนโดย น้องดรีมนักศึกษาฝึกงาน
            วันนี้เป็นวันที่สามของการลงพื้นที่ฝึกงาน เริ่มวันที่สามด้วยการเดินทักทายถามสารทุกข์สุกดิบเพื่อนของเราที่บริเวณริมคลองหลอด พรางคุยกันถึงกันถึงผู้ที่มาใช้ชีวิตในที่สาธารณะอีกกลุ่มหนึ่ง และส่วนมากคนที่ใช้ชีวิตรอบ ๆ สนามหลวงล้วนเป็นกันคือ “ผู้ติดสุรา” ผู้ติดสุราในที่นี่อธิบายได้ดังนี้
ผู้ติดสุรา คือ ผู้ที่เป็นโรคติดสุราหรือพิษสุราเรื้อรัง เป็นคำกว้างๆ ที่ใช้ในการวินิจฉัยผู้ติดสุรา ที่ทำให้เกิดปัญหาหน้าที่การงาน หรือสุขภาพ มีลักษณะการดำเนินโรคอย่างเรื้อรัง โดยมีลักษณะที่สูญเสียความสามารถในการควบคุมการดื่มสุรา และมีผลเสียตามมาทั้งด้านสังคม กฎหมาย สุขภาพจิต และสุขภาพกาย โดยที่ผู้ป่วยมักไม่ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ว่าเกิดจากการใช้สุรา สาเหตุที่ทำให้บุคคลเหล่านี้ออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ อันเนื่องมาจากครอบครัวไม่สามารถดูแล หรือบางครอบครัวไม่สามารถรับได้กับการมีพฤติกรรมดื่มสุราเป็นประจำ อีกส่วนหนึ่งคือ บุคคลเหล่านี้พอมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ แล้วดื่มสุรามาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกและทำให้เพิ่มความต้องการ แม้ว่าจะเกิดผลเสียมากมาย เป็นการเสพติดทางใจ และการเสพติดทางร่างกาย ทำให้เกิดการถอนสุราหรือไม่สบายหากไม่ได้ดื่ม (อ้างอิงจากหนังสือ การทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ,11)
หลังจากนั้นไม่นาน รถโมบาย ของมูลนิธิอิสรชนก็ขับมาถึง รถโมบายจะลงพื้นที่จอดประจำบริเวณสะพานข้ามคลองหลอดทุกวันอังคารกับวันศุกร์ มีพี่นธีกับพี่จ๋าประจำรถโมบาย โดยรถโมบายจะทำหน้าที่บริการน้ำดื่ม แจกถุงยาง ให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจ และให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนของเรา รถโมบายจะมาถึงคลองหลอดเวลาประมาณบ่ายโมงเป็นต้นไปถึงเวลาห้าโมงเย็น
จากนั้นเราก็ได้คุยถึงเรื่องรายระเอียดของงานที่จะได้ทำในอาทิตย์ต่อไป และวางตารางงานต่าง ๆ รวมถึงการลงพื้นที่ในครั้งต่อ ๆ ไปที่จะได้ออกไปนอกพื้นที่สนามหลวง สถานที่ที่ว่านี้ได้แก่ ศิริราช สวนจตุจักร หมอชิต สะพานควาย พาต้า เซนทรัลปิ่นเกล้า สถานนีขนส่งสายใต้ บางกอกน้อย และอาจจะมีเพิ่มอีก รวมทั้งวันที่ 13 14 เราอาจจะต้องไปอบรมความรู้เพิ่มเติมไปอีก
พอเราคุยกันถึงรายระเอียดต่าง ๆ พร้อมทั้งวางแผนงานเสร็จเรียบร้อย เราก็เริ่มทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของมูลนิธิ คือ การเดินแจกถุงยางให้แก่ Sex worker เราเดินจากคลองหลอดไปถึงบริเวณถนนราชดำเนินแล้วก็กลับมา ตอนแรกกะว่าจะพูดคุยกับพนักงานบริการไปด้วย แต่เหมือนกับว่าเวลาทำงานของพนักงานบริการเขาจะไม่คุยด้วยกับเรา เราจึงทำได้แค่เดินแจกถุงยางไปเท่านั้นเอง และเมื่อเราเดินแจกจนหมดแล้วเราก็เดินกลับมาประจำอยู่ที่รถโมบายเพื่อเฝ้าสังเกตเพื่อนของเราที่เดินผ่านไปผ่านมาหรือให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนของเรา อาทิเช่น การทำแผล เป็นต้น และหลังจากนั้นไม่นานเราก็ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนคนใหม่ พี่เครานั้นเอง
พี่เครา แกเกิดที่เพชรบุรี เรียนหนังสือจบ มส.5 หรือม.5 ในปัจจุบัน (แต่สมั่ยนั้นยังไม่มีม.6 แต่มีป.7) และต่อปวช. แต่เรียนไม่จบ แกเลยบอกพ่อว่าอยากเป็นครูตชด. แล้วก็หาวิธีสอบเข้าแต่สุดท้ายด้วยการศึกษาข้อมูลที่ไม่ดีของแกเอง เลยทำให้แกสอบครูไม่ได้ จนในที่สุดแกทนไม่ไหว เลยบอกพ่อของแกเองว่าขอออกมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ก็แล้วกันช่วงนั้นแกอายุ 28 ปี พ่อแกก็บอกว่าได้ แต่ขอให้แกทำงานที่สุจริตไม่ผิดกฎหมายเป็นพอ
หลังจากนั้นแกก็มาใช้ชีวิตที่เมืองหลวง ทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ อาทิเช่น ทำเครื่องกลึงไม้ ทำรองเท้าหนัง และอีกหลายอย่างตามแต่ที่แกจะทำได้ แต่ในบางครั้งบางงานแกก็ถูกโกง หักหลังบ้าง จากเพื่อนบ้าง คนรักบ้างทำให้แกเสียทั้งเงินเสียทั้งความไว้ใจต่อใคร ในที่สุดแกก็เริ่มที่จะหันหน้าพึ่งเหล้า และกลายเป็นคนติดเหล้าไปในที่สุด
แต่ตอนนี้แกบอกว่าแกมีความฝัน ที่อยากจะเก็บเงินซื้อรถซาเล้งขนของสักคันเพื่อที่จะขนของขนขนมมาขายที่คลองหลอด แกจึงเลิกเหล้า เราก็ได้แต่เฝ้ามองแกต่อไป และดูว่าแกจะพยายามเลิกเหล้าได้หรือไม่ เพราะถ้าหากแกมีความพยายามที่มากพอจนปรับปรุงตัวเองได้ ทางมูลนิธิอิสรชนก็จะได้ช่วยเหลือแก ด้วยการให้เงินแกไปลงทุนในส่วนหนึ่งเพิ่มเติมจากส่วนที่แกเก็บหอมรอมริบได้จากการเก็บขวดขาย และแน่นอน นั้นย่อมเป็นหลังจากที่แกเลิกเหล้าได้แล้ว
วันนี้เรายังได้เดินรอบสนามหลวงกับพี่เลี้ยงของเรา เพื่อพบป่ะกับเพื่อนใหม่ ๆ และเข้าไปทักทายทำความรู้จักกับเขาเหล่านั้น โดยอาจมี ยากันยุงแบบซองไปฝากบ้าง หรืออาจเป็นถุงยางหากเพื่อนของเราต้องการ และในตอนค่ำพี่นธีกับพี่จ๋ายังพาเราเดินเข้าไปในตรอกสาเก ที่ที่เหล่าพนักงานบริการ จะใช้เป็นที่ทำงาน เพื่อนเดินเข้าไปแจกถุงยาง และสำรวจข้อมูลไปด้วย แต่เนื่องจากเราเข้ากันไปตอนหัวค่ำ จึงยังไม่พบพนักงานบริการมากนักมีเพียงสองถึงสามคนได้ พวกเราจึงได้ออกมา และสิ้นสุดการปฎิบัติงานในวันนี้
จากที่เราได้คุยกับพี่เครา ทำให้เราได้เห็นว่าจุดเปลี่ยนของคนเรา อาจมาจากการที่ถูกกระทำโดยคนรอบข้าง หรือคนที่ไว้ใจ จนทำให้สภาพจิตใจไม่เข็มแข็งพอต้องหันหน้าไปพึ่งของจำพวกสารเสพติด อาทิ เหล้า หรืออะไรทำนองนั้น ทำให้ในท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็ออกมาย่ำแย่ยากที่จะหวนคือสู่วิธีชีวิตดั้งเดิม เราอยากเห็นพี่เคราแกกลับตัวกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ก็นั้นแหล่ะเราคงทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากเข้ามาพูดคุยให้กำลังใจ และเรียนรู้จากพี่เครา จากนั้นที่เหลือคงทำได้เพียงเฝ้ามองแกเดินหน้าต่อไป ไปสู่ที่ที่แกอยากจะไปอยู่ในจุดจุดนั้น


16 พฤศจิกายน 2556

ความชัดเจน

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
         วันนี้เป็นวันที่สองของการลงพื้นที่ฝึกงาน วันนี้เราตกลงกับพี่เลี้ยงเราว่าจะเดินไปที่ถนนราชดำเนิน พร้อมคุยกันถึงเรื่องลักษณะของผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะว่าแบ่งออกได้กี่ประเภทรวมความได้ทั้งสิ้น 13 ประเภท แต่ในวันนี้นั้นเราคุยเจาะจงลงไปแค่บุคคลที่เป็นผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่มีอาชีพเป็นพนักงานบริการเพื่อคลายความเครียตให้กับผู้อื่น หรือนั้นคือ Sex worker
          Sex worker หรือ พนักงานบริการ คือ บุคคลที่หาเลี้ยงชีพตัวเองด้วยการบริการทางเพศ ให้บริการทางด้านอารมณ์ จิตใจ โดยแลกกับค่าตอบแทน การเป็นพนักงานบริการอาจเนื่องมาจากเหตุหลายประการ เป็นต้นว่าความยากจนของครอบครัว ความจำเป็นในทางเศรษฐกิจประการอื่น การขาดความรักและความอบอุ่นจากพ่อแม่ การไม่เป็นที่รักและยอมรับของใคร ๆ การได้เห็นตัวอย่างในเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ไม่ดีมาแต่เยาว์วัย ความผิดปรกติทางจิตใจเกี่ยวกับเรื่องเพศ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี โดยมักยืนตามที่สาธารณะ ตามริมถนน บางคนเป็นทั้งคนเร่ร่อนและพนักงานบริการ (อ้างอิงจากหนังสือ การทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ,12)
Sex worker มีช่วงอายุตั้งแต่ 11 – 80 ปี แบ่งได้สองช่วงคือ 1. ช่วงอายุ 11 – 29 นับเป็นช่วงสาวรุ่น 2. ช่วงอายุ 30 – 80 นับเป็นช่วงผู้สูงอายุ แบ่งการจัดพื้นที่การยืนอยู่รอบสนามหลวงอย่างเป็นระเบียบจะไม่มีการล้ำเส้นข้ามพื้นที่กันโดยเด็ดขาด และยังรวมไปถึงผู้ที่มีความหลากหลายทางด้านเพศที่บ้างคนก็มีอาชีพเป็นผู้บริการด้วย ในส่วนรายระเอียดปลีกย่อยที่มากกว่านี้เราขอไม่เอ่ยถึง
         เราได้รู้ถึงวิธีการสังเกตว่ามีวิธีการสังเกตที่กลิ่น เพราะเหล่าพนักงานบริการ จะใช้น้ำหอมกลิ่นเฉพาะ แต่มันกลับทำให้เราต้องหนักใจเนื่องจากเรามีปัญหาทางการรับรู้กลิ่น แยกประเภทกลิ่นไม่ค่อยจะถูก ถ้ากลิ่นไม่ฉุนติดฉมูกจริงแทบจะไม่รู้สึกเลย แต่ไม่เป็นไร เราคงต้องหาวิธีสังเกตอื่นแทน
ส่วนมากแล้วเหล่าพนักงานบริการมักจะไม่เปิดเผยตัวเอง อาจต้องใช้เวลาในการพูดคุยทำความรู้จักเป็นปีเราถึงจะทราบได้ เราจึงต้องใช้วิธีการสังเกตข้างต้นแทน และในบางคนที่มาเป็นพนักงานบริการอาจเป็นผู้ที่มีปัญหาทางจิตรวมอยู่ด้วย หรือเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในที่สาธารณะไปในขณะเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะหนึ่งคนอาจถูกจัดไว้ได้หลายประเภทด้วยกัน
         หลังจากที่เรานั่งคุยกันถึงเรื่องพนักงานบริการไปได้สักพักแล้วตกลงว่าจะลงพื้นที่ไปคุยกับเหล่าเพื่อนของเราต่อ ก็ได้เกิดเหตุที่มีผู้ชุมนุมเดินขบวนมาทางถนนราชดำเนิน ทำให้การที่เราจะไปคุยกับเพื่อนของเราเริ่มยากขึ้น เพราะเหล่าเพื่อนของเหล่าไม่ชอบคนเยอะ บางคนอาจหนีหายไปแถวอื่น หรือบางคนอาจไปร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย เราจึงเดินกลับมาที่สนามหลวงบริเวณคลองหลอดพร้อมกับผู้ชุมนุมที่มีมากมาย และเราก็ได้เจอกับเพื่อนของเรา
         เราได้เจอกับพี่เวชแกเป็นผู้ติดสุรา แกเกิดที่กาญจนบุรี แกเป็นคนภูเขา และในขณะที่คุยกันอยู่ พี่เฉลิมก็เดินมา
          พี่เฉลิม คนเดิมผู้มาจากลำปาง วันนี้แกบอกว่าอยากจะทำบัตรประชาชนใหม่เพราะบัตรเก่าหายไป พี่เลี้ยงเราบอกว่าแกต้องกลับไปที่ภูมิลำเนาเดิมจึงจะสามารถทำบัตรใหม่ได้ แกได้ยินดังนั้นก็บอกว่าไม่อยากกลับไป แล้วแกก็ใช้เราไปซื้อน้ำมาให้หน่อยเนื่องจากขาแกเจ็บเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งของคลองหลอดที่มีร้านขายของ 24 ชั่วโมงไม่ไหว เราเลยรับเงินจากแกมาแล้ววิ่งไปซื้อให้แต่พอกลับมาพี่เวชก็หายตัวไปซะแล้ว หลังจากนั้นเราก็คุยถามสารทุกข์สุกดิบกับพี่เวชแล้วขอตัวจากมาปล่อยให้แกไปหาที่พักผ่อนของตัวเอง
เรากับพี่เลี้ยงเดินไปเรื่อย ๆ ก็ไปเจอกับ ลุงคำไข หรือ ลุงไข ลุงไขแกมาจากสุริน อายุ 55 20 พฤศจิกายน นี้ก็ 56 ลูกเมียแกตายหมดแล้ว แกมาอยู่ที่นี่ได้ 4 – 5 เดือน ตอนแรกแกมาอยู่ที่หมอชิตแล้วไปอยู่แถวถนนราชดำเนิน แต่ถูกขโมยกระเป๋าไป ดีที่แกเก็บเงินไว้ที่กระเป๋ากางเกงเงินจึงไม่หายไปด้วย หลังจากนั้นแกก็มาอยู่แถวคลองหลอดสนามหลวงแทน แกยังบอกอีกว่าแกเคยไปอยู่ สถานสงเคราะห์แล้ว แต่มันไม่มีอิสระจะทำอะไรก็ต้องมีกฎ แกเลยมาอยู่ที่นี่แทนดีกว่า
         หลังจากที่เราได้คุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ เราพอจะจับจุดได้นิดหน่อยว่า เขาเหล่านี้ ล้วนต้องการเพียงแค่ อิสระ อิสระที่จะได้ทำตามใจตัวเองโดยที่ไม่ต้องถูกใครมาบังคับให้ทำอะไรก็ตามที่ตนเองไม่ชอบ แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่เราเริ่มจะเห็น มันคงยังต้องใช้เวลาอีกมาก ในการเปิดมุมมองของเราให้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม

เขียนโดย  น้องดรีม นักศึกษาฝึกงาน

9 พฤศจิกายน 2556

ประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมอาสายุวกาชาดด้านการปฐมพยาบาล


    วันนี้จะมาเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปอบรมอาสายุวกาชาดด้านการปฐมพยาบาลที่ค่าย ผิน แจ่มวิชาสอน เพรช     เกษม 102 3 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน
ในตอนแรกตัวฉันเองก็ไม่รู้ว่ามาที่นี้เค้าจะสอนอะไรเราบ้างในวันแรกก็รู้สึกเกร็งนิดๆต่างสถาบันต่างโรงเรียนได้มาอบรมด้วยกันฉันจับได้สีแดงในกลุ่มสีแดงก็มีเพื่อนต่างโรงเรียนปนๆกันไปตอนแรกก็ไม่กล้าที่จะคุยที่จะทักแต่พอนานๆไปฉันรู้สึกว่าเราสามารถเข้ากับคนอื่นได้และสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้โดยที่ไม่มีใครมิตรภาพระหว่างเราและเพื่อนต่างโรงเรียนก็ได้เกิดขึ้นสิ่งที่วิทยากรได้สอนฉันก็มี 6 วิชา
วิชาที่ 1 สิ่งที่ฉันและเพื่อนๆได้เรียนรู้ก็คือ หลักการปฐมพยาบาล การประเมินอาการผู้บาดเจ็บ
วิชาที่ 2 ได้เรียนเกี่ยวกับบาดแผล แผลไหม้ การห้ามเลือด การใช้ผ้าพันแผล การจัดเตรียมชุดปฐมพยาบาล
ส่วนวิชาที่ 3และ4 คือ วิชาการปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน การทำ CPR ในเด็กอายุ 1-8ปี และเด็กทารกได้ 1เดือน - 1ปี และวิชา การสำลักสิ่งแปลกปลอมอุดอันตันหลอดลม
วิชาที่ 5 และ 6 คือ วิชาการบาดเจ็บของกระดูกและข้อ,การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ และ วิชาสุดท้ายที่ฉันได้เรียนก็คือวิชา ภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉิน การเป็น ลม ช๊อก ชักและหมดสติ , สารพิษจากสัตว์
    ซึ่งในตลอดทั้ง3วันนี้ัฉันได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการเรียนปฐมพยาบาลเยอะมากและคิดว่าฉันจะสามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวันได้และที่ไม่ลืมอีกอย่างนึงคือมิตรภาพที่ดีจากเพื่อนๆน้องๆที่มาจากต่างโรงเรียนฉันดีใจที่ได้เข้าอบรมในครั้งนี้ :) 

แรกสบตา

ผู้เขียน น้องดรีม นักศึกษาฝึกงาน

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
        วันแรกของการฝึกงาน การลงพื้นที่ครั้งแรกที่สนามหลวงในฐานะนักศึกษาฝึกงานของ “มูลนิธิอิสรชน” ได้พบ และพูดคุยกับผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ทำให้ได้รู้ถึงอะไรหลาย ๆ อย่าง อาทิเช่น เหล่าคนที่ใช้ชีวิตหลับนอนรอบสนามหลวงนั้น 90 % เป็นผู้ที่มีอาการติดแอลกอฮอล์ และอีก 10 % กินบ้างไม่กินบ้างตามแต่โอกาศ คนเหล่านี้ล้วนหนีจากบางสิ่งบางอย่าง หรืออาจมีปัญหาที่ติดพันทำให้ไม่สามารถที่จะหวนกลับบ้านได้ เขาเหล่านี้จึงต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา และในบางคนการเดินทางสิ้นสุดที่ท้องสนามหลวง อาจเป็นเพราะที่นี้ไม่มีคนที่เขารู้จัก หรือรู้จักเขามาก่อน มันทำให้เขารู้สึกได้ถึงอิสระที่เขาไม่มีเมื่อครั้งในอดีต
วันนี้เราได้พูดคุยทำความรู้จักกับผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ที่ท้องสนามหลวง เราเรียกเขาว่า “เพื่อน” เพราะเราทุกคนล้วนเท่าเทียม และเป็นเพื่อนกัน
         ยายชนา ยายชนาแก่มาจากต่างถิ่นเดินทางจากบ้านมาใช้ชีวิตที่ท้องสนามหลวง พี่เลี้ยงที่คอยชี้แนะเราบอกว่าแกเคยลั่นวาจาเอาไว้ว่าแกจะตายที่นี่ แต่เราไม่อยากให้มันเป็นเช่นนั้นเลย 
พี่เฉลิม พี่เฉลิมแกมาจากลำปาง แกบอกว่าแกอยู่ที่บ้านแล้วไม่สบายใจเนื่องจากโดนดูถูกจากแฟนสาวของน้องชาย เพราะแกไม่สามารถช่วยงานที่บ้านได้ แกเลยหนีจากบ้านที่เป็นมรดกตกทอด บ้านที่แกสมควรที่จะได้อยู่โดยชอบธรรม แกบอกว่าแกมาที่นี่แกสบายใจ อาจจะไม่สบายกายนักที่ต้องตากแดดตากฝน กินอิ่มบ้างอดบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้แกทุกข์ใจ เราถามแกไปว่าแล้วที่บ้านไม่เป็นห่วงบ้างเหรอที่แกออกมาใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ พี่ชนาแกก็บอกว่า ตอนที่ออกมาจากบ้าน น้องชายแกก็ร้องห่มร้องไห้ไม่อยากให้แกมา แต่แกตัดสินใจอย่างเด็จขาดแล้วว่าจะมา เพราะแกไม่สบายใจที่ต้องอยู่เป็นภาระให้กับน้องชายของแก
          พี่กอล์ฟ พี่กอล์ฟแกจากบ้านมาเพราะมีปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์กับภรรยาที่มีมือที่สามมาเกี่ยวข้อง และแกยังติดแอลกอฮอล์ เพราะในขณะที่เราพูดคุยกัน แกก็จิบน้ำสีขาว ๆ กลิ่นฉุนจมูกไปด้วย แกทำงานหาเงินโดยการเก็บขวดขาย แต่เพราะแอลกอฮอล์ทำให้บางครั้งสิ่งที่แกหามาได้ไม่ว่าจะเป็นรถสามล้อที่ซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรง เมื่อแกเมามันก็มหลายหายไป สุดท้ายแกก็ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แล้วในบางทีที่เมาแกก็มีเรื่อง หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้คือบาดแผลที่โดนของมีคมบริเวณแขนซ้ายช่วงบน หน้าอกซ้ายบริเวณหัวใจ และอีกหลายแห่งประปรายทั่วร่างกายโชคดีที่ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตแม้บาดแผลจะดูน่ากลัวมาก เราจึงต้องล้างแผลให้แก และคุยไปด้วยในขณะเดียวกัน
         สิ่งที่เราได้พบเจอในวันแรกของการฝึกงาน ในวันแรกของการลงภาคสนามมันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง ได้พบเจอสิ่งที่ถ้าไม่ลงมาสัมผัสด้วยตัวเองจะไม่มีวันได้เข้าใจเลยเป็นอันขาด
เราทุกคนต่างมีปัญหา คนบางคนแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ หากทว่า คนทุกคนควรมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตในสังคมได้ไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในที่สาธารณะ เขาก็คน เราก็คน เราเท่ากัน เราหวังว่าเราจะได้เรียนรู้จากการฝึกงานครั้งนี้ จากเพื่อน ๆ ทีเราจะได้พบเจอในโอกาศต่อ ๆ ไปมากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อเปิดมุมมองของเราให้แจ่มใสชัดเจน และกว้างขึ้นกว่าเดิม