3 มิถุนายน 2556

People live in Public area(PLIPA): รณรงค์ ความเท่ากัน

People live in Public area(PLIPA): รณรงค์ ความเท่ากัน: เพื่อน ๆ ในที่ต่าง ๆ มาร่วมรณรงค์ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ อาสามัคร หน่วยงานเอกชน คนมีชื่อเสียง หรือแม้แต่ตัวเขาเอง มาร่วมรณรงค์คำว่า  "ค...

รณรงค์ ความเท่ากัน

เพื่อน ๆ ในที่ต่าง ๆ มาร่วมรณรงค์ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ อาสามัคร หน่วยงานเอกชน คนมีชื่อเสียง หรือแม้แต่ตัวเขาเอง มาร่วมรณรงค์คำว่า

 "คุณ (ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ) กับ ฉัน เราเท่ากัน"
                                      "You (People live in public or Homeless) and Me The same" 

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.508419452559179.1073741839.206718382729289&type=3










 

 



จากคนจรจัด คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน สู่ ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธาณะ : วาทกรรมที่ต้องเปลี่ยนเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

           หลายคนคงคุ้นชินกับคำที่ใช้เรียกขานคนจรจัด คนเร่ร่อน และคนไร้บ้าน วิวัฒนาการของคำที่ใช้เรียกผู้คนที่เพียงใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนทั่วไปที่มีที่พักอาศัยที่เรียกว่าบ้าน ... จากเดิมที่เรียกกันอย่างสนิทติดปากว่า คนจรจัด จนเริ่มมีการคิดวาทกรรมใหม่ เพื่อลดแรงเสียดทาน ปรับเปลี่ยนจาก คนจรจัด ที่ ใช้คำเดียวกันนี้เรียกหมาจัดจัดด้วย ?? มาเป็นคำว่า คนเร่ร่อน เพื่อให้ฟังดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาอีกนิดหน่อย จนเมื่อไม่นานมานี้ คำใหม่ วาทกรรมใหม่ ก็เกิดขึ้น คนไร้บ้าน ซึ่งเป็นความพยายามที่จะสะท้อนบอกว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีเท่าเทียมกัน ต่างกันก็เพียง ที่อยู่ที่กิน อิสรชนเอง พยายามมองและเรียนรู้การใช้ชีวิตของเพื่อนพ้องกลุ่มนี้ อย่างลงลึกและพยายามเข้าถึงให้มากที่สุด จนเมื่อเวลบาผ่านมากว่า 5 ปี คำหนึ่งที่เรา ตั้งใจจะเสนอเป็นวาทกรรมให้คนในสังคมเรียกขานเพื่อนพ้องที่ใช้ชีวิตนอกบ้านว่า ผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ (People living in Public Areas) แทนคำเรียกขานอื่น ๆ ที่เคยใช้มา อาจจะยาวไปหน่อย แต่ มันมีความชัดเจนแบบไม่ต้องอธิบาย อะไรเพิ่มเติม


                การประดิษฐ์วาทกรรมใหม่ อาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมได้ แต่อย่างน้อย ในเวลาที่ผ่านไป มุมมองที่คนทั่วไปมองไปที่ เขาเหล่านั้น ก็น่าจะเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น มากกว่า การมองแบบตีตรา พิพากษาแบบที่ผ่าน ๆ มา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ใช้โอกาสตรงนี้ เริ่มทำงานอย่างหนักหน่วงและจริงจังเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจไปพร้อม ๆ กับ การให้ความช่วยเหลือแบบยั่งยืน เพราะนับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 มาจนถึงปัจจุบันเป็นฉบับที่ 11 แล้ว สิ่งหนึ่งที่รัฐไทยล้มเหลวมาโดยตลอดเห็นจะเป็นการให้บริการแก่พลเมืองขั้นพื้นฐานที่เรียกว่ารัฐสวัสดิการ ที่โดยมากรัฐไทยจะมุ่งเน้ไปที่การสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เป็นสำคัญให้ความสำคัญกับการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ในด้านจิตใจของพลเมืองน้อยมาก แม้ว่าจะมีการปรับตัวในภายหลังแต่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจในยุคแรก ๆ ก็ยังเป็นต้นเหตุสำคัญของการก่อตัวของปัญหาสังคมในปัจจุบันอีกเป็นจำนวนไม่น้อย

                รัฐไทยเลือกที่จะจัดรัฐสวัสดิการแบบหยิบยื่นให้เปล่ามากกว่าการจัดรัฐสวัสดิการแบบมีส่วนร่วม จึงทำให้เป็นการสร้างนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และรัฐไทยเองก็ออกมากล่าวหาพลเมืองของตนเองจากผลงานที่ตนเองได้มีส่วนร่วมทำให้เกิดขึ้นไว้ในอดีต ??

ในยุคใหม่นี้ รัฐไทย และผู้เกี่ยวข้องต้องส่งเสริมการพัฒนาแบบยั่งยืน ไปพร้อม ๆ กันกับ การส่งเสริมการปรับทัศนสังคม ทัศนคติเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่ทำงานด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสียใหม่ ให้มองคนอย่างเท่าเทียม มองที่ศักยภาพ ไม่ใช่มองที่ความต่างในพลังอำนาจการต่อรองเท่านั้น มิเช่นนั้น ก็ต้องมีการประดิษฐ์วาทกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อหลีกหนีทัศนคติของคนที่มองคนไม่ใช่คนอยู่ร่ำไป

ในสถานการณ์ล่าสุดของสังคมไทย ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ก็ยังถูกจัดให้อยู่ในระดับล่างสุดของการสร้างความเข้าใจของปัญหาพื้นฐานที่เขาควรจะได้รับ สะท้อนได้จากการปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยการเลือกปฏิบติอย่างรุนแรงเกินกว่าจะให้อภัยได้  ไล่รื้อไม่ให้คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ออกจากพื้นที่ คลองหลอด สนามหลวง แต่ อนุญาตให้ คนอีกกลุ่มหนึ่งเข้าใช้หลับนอนได้โดยไม่มีความผิด ?

6 สิงหาคม 2555

มูลนิธิอิสรชนกับสิ่งที่ทำมาโดยตลอด





มูลนิธิอิสรชน เกิดขึ้นจาก การทำงานของคนตัวเล็ก ๆ ในสังคมที่มุ่งมั่นสม่ำเสมอในการที่จะร้องบอกสังคมให้เห็นคนเท่ากัน มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนมีผู้ใหญ่ใจดีกลุ่มหนึ่งยอมรับที่มาเป็น คณะกรรมการมูลนิธิ เพื่อให้คำปรึกษา และสนับสนุนการทำงาน ให้ออกสู่สาธารณชนเพิ่มมากขึ้น เพื่อกระจายข่าวสารและเรื่องราวการทำงานออกสู่สังคม เพื่อให้คนทั่วไปหันกลับมามองปัญหาและมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำงานเพิ่มมากขึ้น

ชายชรายากจนที่ชายหาดบางเสร่
มูลนิธิอิสรชน มุ่งหวังที่จะทำงานจากการบริจาคของคนที่หลากน้าหลายความคิด แต่มีจิตใจและหัวใจที่เปิดกว้างมองเห็นคนยากไร้เป็นคนเท่ากัน ไม่แบ่งแยกสีผิว ชาติเชื้อ ความเชื่อ และอุดมการณ์ทางการเมือง โดยตั้งใจขอรับบริจาคเงินเพียงคนละเล็กคนละน้อย เพื่อนำมาเป็นทุนในการทำงานและดูแล "ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ" ในกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ผู้ป่วยข้างถนน เด็กเร่ร่อน พนักงานบริการอิสระ คนยากไร้ข้างถนน โดยมุ่งเน้นให้เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติเฉกเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในสังคมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

มูลนิธิอิสรชน ทำงานภายใต้ความเชื่อมั่นและมั่นใจว่า คนไทยและคนหลากหลายเชื้อชาติ สามารถช่วยเหลือกันเองได้ เพียงรู้เรื่องราวและตัดสินใจแบ่งปันเงิน ข้าวของและโอกาส โดยที่ มูลนิธิอิสรชน ยินดีเป็นเสมือนสะพานในการเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นเข้าถึงกัน ท่านสามารถสนับสนุนงบประมาณด้านต่าง ๆ ได้แก่

- ค่าตอบแทนคนทำงาน
- ค่าใช้จ่ายสำนักงาน
- ค่าใช้จ่ายการทำงานภาคสนาม
- ค่าใช้จ่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ยากไร้
และอื่น ๆ ตามที่ท่านเห็นสมควร ซึ่งงบประมาณในการทำงานปกติที่ มูลนิธิอิสรชนใช้จ่ายอยู่เป็นเงินที่มาจากการบริจาค 100 % จากคนที่เชื่อมั่นและติดตามการทำงานของมูลนิธิอิสรชน มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีรายจ่ายไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ต่อเดือน

ใครอยากทำบุญ ในการทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ยังต้องการการมองเห็นจากสังคม การสนับสนุนจากสังคม ไม่ว่าจะด้วยแรงกาย การมาร่วมเป็นอาสาสมัคร เพราะเราเชื่อว่าการแบ่งปัน เรียนรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด ติดต่อได้ที่ 086-687-0902 ค่ะ สอบถามข้อมูลนิธิอิสรชนหรือ แม้แต่แรงทุน การสนับสนุนการทำงาน
1.สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน เลขที่บัญชี 031-0-03432-9 ธ. กรุงไทย สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า หรือ
2. มูลนิธิอิสรชน 182-2-16241-6 ธ.ทหารไทย สาขาทองหล่อ

ย้ำกันก่อนจากชัด ๆ คนอิสรชน  ไม่ใช่คนทำดี เป็นแค่คนที่ทำงานที่ชอบที่รักแล้วมีความสุขเท่านั้นเอง

14 มิถุนายน 2555

ลงพื้นที่





อิสรชนทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ มองเขาว่าเท่ากัน กินเหมือนกัน แต่เขาขาดเพียงโอกาสที่จะเข้าถึงสิทธิที่เขาควรได้รับเท่ากันกับเรา การทำงานตอนนี้ยังเดินหน้าต่อไปคู่กับคนที่ออกมาสู่ถนนเพิ่มมากขึ้น แต่สังคมยังมองผ่านคนกลุ่มนี้เสมอ
เงินเพียงไม่กี่บาทในกระเป๋าท่าน ช่วยต่อยอดการทำงานของเราอย่างต่อเนื่องได้ ท่านสามารถร่วมแบ่งปันไปกับเราได้ที่
1.สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน เลขที่บัญชี 031-0-03432-9 ธ. กรุงไทย สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า หรือ
2. มูลนิธิอิสรชน 182-2-16241-6 ธ.ทหารไทย สาขาทองหล่อ
เราเชื่อว่าการแบ่งปันไม่มีที่สิ้นสุด โทร 086-687-0902
 

18 เมษายน 2555

มูลนิธิอิสรชนกับสิ่งที่ทำมาโดยตลอด



มูลนิธิอิสรชน เกิดขึ้นจาก การทำงานของคนตัวเล็ก ๆ ในสังคมที่มุ่งมั่นสม่ำเสมอในการที่จะร้องบอกสังคมให้เห็นคนเท่ากัน มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนมีผู้ใหญ่ใจดีกลุ่มหนึ่งยอมรับที่มาเป็น คณะกรรมการมูลนิธิ เพื่อให้คำปรึกษา และสนับสนุนการทำงาน ให้ออกสู่สาธารณชนเพิ่มมากขึ้น เพื่อกระจายข่าวสารและเรื่องราวการทำงานออกสู่สังคม เพื่อให้คนทั่วไปหันกลับมามองปัญหาและมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำงานเพิ่มมากขึ้น

ชายชรายากจนที่ชายหาดบางเสร่
มูลนิธิอิสรชน มุ่งหวังที่จะทำงานจากการบริจาคของคนที่หลากน้าหลายความคิด แต่มีจิตใจและหัวใจที่เปิดกว้างมองเห็นคนยากไร้เป็นคนเท่ากัน ไม่แบ่งแยกสีผิว ชาติเชื้อ ความเชื่อ และอุดมการณ์ทางการเมือง โดยตั้งใจขอรับบริจาคเงินเพียงคนละเล็กคนละน้อย เพื่อนำมาเป็นทุนในการทำงานและดูแล "ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ" ในกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ผู้ป่วยข้างถนน เด็กเร่ร่อน พนักงานบริการอิสระ คนยากไร้ข้างถนน โดยมุ่งเน้นให้เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติเฉกเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในสังคมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


มูลนิธิอิสรชน ทำงานภายใต้ความเชื่อมั่นและมั่นใจว่า คนไทยและคนหลากหลายเชื้อชาติ สามารถช่วยเหลือกันเองได้ เพียงรู้เรื่องราวและตัดสินใจแบ่งปันเงิน ข้าวของและโอกาส โดยที่ มูลนิธิอิสรชน ยินดีเป็นเสมือนสะพานในการเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นเข้าถึงกัน ท่านสามารถสนับสนุนงบประมาณด้านต่าง ๆ ได้แก่

- ค่าตอบแทนคนทำงาน
- ค่าใช้จ่ายสำนักงาน
- ค่าใช้จ่ายการทำงานภาคสนาม
- ค่าใช้จ่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ยากไร้
และอื่น ๆ ตามที่ท่านเห็นสมควร ซึ่งงบประมาณในการทำงานปกติที่ มูลนิธิอิสรชนใช้จ่ายอยู่เป็นเงินที่มาจากการบริจาค 100 % จากคนที่เชื่อมั่นและติดตามการทำงานของมูลนิธิอิสรชน มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีรายจ่ายไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ต่อเดือน


ใครอยากทำบุญ ในการทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ยังต้องการการมองเห็นจากสังคม การสนับสนุนจากสังคม ไม่ว่าจะด้วยแรงกาย การมาร่วมเป็นอาสาสมัคร เพราะเราเชื่อว่าการแบ่งปัน เรียนรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด ติดต่อได้ที่ 086-687-0902 ค่ะ สอบถามข้อมูลนิธิอิสรชนหรือ แม้แต่แรงทุน การสนับสนุนการทำงาน
1.สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน เลขที่บัญชี 031-0-03432-9 ธ. กรุงไทย สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า หรือ
2. มูลนิธิอิสรชน 182-2-16241-6 ธ.ทหารไทย สาขาทองหล่อ

27 มีนาคม 2555

The hunger for a home

Chularat SaengpassaThe Nation March 22, 2012 1:00 am

นั่งพูดคุยกับ Case ที่สะพานพุทธ พิการนั่งรถเข็น อยู่สะพานพุทธมากว่า 30 ปี
Two questions to ask Bangkok's street people: |Why are you here? Is this where you want to stay?
The sight of an obviously homeless person on a city street naturally evokes feelings of sympathy, but often you might also get the sense that person is exactly where he wants to be. Maybe you're right to feel that way too - but not in most cases.
A meek and scruffy man sits on the lawn of Sanam Luang with the proud and polished Temple of the Emerald Buddha a stark contrast in the background. In his tatters and beard he looks dauntingly crazy, but turns out to be quite friendly.
He remembers growing up playing basketball in Phetchaburi. Then his parents died and left him Bt80,000, and he came to Bangkok in search of something - but he's long since forgotten what it was.
On his first night in the capital he got drunk and someone stole all that money.
The man on the lawn resells bits of things he finds in the trash and is trying to save up enough money to get back to Phetchaburi. His immediate responsibility is "guarding" a woman who's stretched out nearby, sleeping off a boozy night.
Somyot Phurayong, who patrols the area for the city, came by on a motorcycle and assigned him the task. Somyot's thankless job is clearing the royal ground's footpaths of homeless loiterers, especially first thing in the morning and at noon.
His superiors wouldn't appreciate the scene at the moment. The homeless have reclaimed newly refurbished Sanam Luang.
Phetcharat, a former boxer who's lived in a tent near Khlong Lod for 10 years, is paid in meals to serve as watchman for shop owners. He has no money at all and says "disgrace" prevents him from returning to his home province.
"Granny" Panchana is snoozing under a tree, but soon she'll wake up and splice more rope to sell at Khlong Lod Market.555 โดนท่านแม่ใต้สะพานปิ่นเกล้า หอมแก้ม
This is how Kasem Chantawong spent 40 years of his life. He came to Bangkok from Ratchaburi looking for his brother but couldn't find him, so he ended up wandering around, earning money as a garbage scavenger and attending merit-making ceremonies as far away as Ayutthaya to cadge the free give-aways.
"But I never begged," he wants to stress. "All those years I wanted to return home, but I never had any money." In any event, he'd lost track of his seven siblings. Only recently did the welfare-minded Issarachon Foundation track down his aunt's daughter. She was willing to take him in.
"Homeless people don't 'love their freedom' as much as the general public believes," says foundation secretary general Natee Soravaree. "They're usually ready to go home and settle into a new life if we can help."
Natee also recently helped a 60-year-old woman return home to Buri Ram. She'd left when she was 17, deserted by her husband, who was also her brother. She had a baby and then took off, finding work in Bangkok as a prostitute.
Natee spent a year gaining her trust. Once he has someone's trust, he can ascertain their identity and verify their story. He's often given fake names, either in deliberate lies born of fear or in delirium born of stress. He's seen many homeless people die as "John Doe" or "Jane Doe", impossible to identify.
But in five years the foundation has helped about 300 people find new lives. Getting them a new ID card is like reinstating their existence.
The patience that Natee musters to slowly win the confidence of the people he's trying to help is sometimes rewarded, sometimes not. He's been cruelly kicked. He's also been helped in turn, as when an old man guarded his camera equipment when Natee unexpectedly nodded off on the grass himself.
"Those who don't want to return home refuse to share any information with us," he says. "They think that if society doesn't regard them as human, they might as well be ghosts, surrendering everything.
"But many homeless people dream of returning to their original homes, just to regain some dignity, if they only had Bt5,000 or Bt10,000."
On more than a few occasions the destitute homeless turn out to have come from wealthy families. "What happened that drove them away? Do they love freedom that much? No!" Natee insists. "Our mission is to find out what pushed them out. You can't just assume they love 'freedom' and then ignore the real problems they're facing."
A recent foundation survey found the number of street people increasing steadily in Bangkok, 110 more last year than there were in 2010. Last year they counted 2,561 people, of whom 1,630 were male.
Every day Kasem roamed about Sanam Luang clutching a bag of clothes, his sole possession. He spent the days under shade trees. In the evenings he was allowed to sit in front of food shops, but the occasional handouts didn't fill his stomach. He washed when he could.
After the government's Welfare and Social Development Department initiated assistance for street nomads five years ago, Kasem was persuaded to accept shelter at the Mitrmaitree Home. "They asked me nicely to come here," he says, still a little amazed. "Before, all they wanted to do was arrest me!"บ้านมิตรไมตรีกรุงเทพ นำของมามอบให้เด็กน้อยที่เพิ่งเกิด
His relative was tracked down and he was issued a new ID card. Kasem was glad to reunite with his remaining family - the cousin and her husband - but within three days he decided he was too much of a burden for them. Their income wasn't much. So he returned to the Mitrmaitree Home, where he helps with the cleaning and gardening.
The facility is only for people under 75, however, so Kasem is going to have to leave soon. In the meantime, though, his cousin has built a small house for him and he'll have an elderly allowance deposited in the bank. He thinks he can also get a job as a supervisor at a local mushroom farm.
"I never paid attention to the funny looks I got from passers-by - if they wanted to stare, so what?" he says of the street life. "But all the time I dreamed that one day, when I had some money, I'd build my own home."
That dream has been fulfilled, in a roundabout way, and Natee hopes that more understanding and help is coming for others like Kasem, the homeless folks whose numbers will only continue growing without it.